พรรคฝ่ายค้านเปิดฉากถล่มร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2566 โดยผู้นำฝ่ายค้านตอกย้ำมติพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไม่สามารถให้ร่าง พ.ร.บ.งบฯฉบับนี้ผ่านไปได้ เนื่องจากรัฐบาลก่อปัญหาจากการบริหารงานล้มเหลวผิดพลาด หมดสภาพ ระบุคว่ำร่างไม่ให้ผ่าน จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยกว่าให้ผ่านไป

พท.ชี้คว่ำงบฯเดือดร้อนน้อยกว่า
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ว่า จะเจาะความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลหมดสภาพหรือสิ้นสภาพ งบฯสิ้นหวัง ทางตันของงบฯปี 66 มีผู้อภิปรายประมาณ 30 คน วันสุดท้ายมุ่งเน้นงบส่อโกง เป็นเหตุผลที่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติเรียบร้อยแล้วว่าไม่รับร่างฉบับนี้ ไม่รวมกับ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ถ้ามีเห็นว่าไม่สามารถให้รัฐบาลชุดนี้บริหารต่อไปได้ จะเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน หลายคนอาจใช้ประชาชนเป็นตัวประกันว่าหากคว่ำงบฯแล้วประชาชนจะเดือดร้อน แต่เรามีคำตอบว่าการคว่ำงบฯทำให้เดือดร้อนน้อยกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านไป สังเกตหรือไม่ว่างบฯปี 66 รัฐบาลชุดนี้จะบริหารได้มากสุดถึงแค่เดือน มี.ค.66 การจัดงบฯจะเอื้อให้ใช้ให้หมดในไตรมาสสอง หมายถึงงบฯลงทุน แต่รัฐบาลที่มารับช่วงต่อจะวิกฤติมาก เป็นการจัดงบฯวางยาลงไปในพื้นที่ไม่เหมาะสม แสวงหาโอกาสช่วงใกล้เลือกตั้ง
จับตาจัดงบฯหวังผลเลือกตั้ง
นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า มีข้อพึงระวังว่ารัฐบาลจะจัดงบฯเพื่อหวังผลการเลือกตั้งหรือไม่ และมีคนสื่อสารผิดๆให้ชาวบ้านเข้าใจผิด ไขว้เขวว่าถ้าร่าง พ.ร.บ.งบฯถูกคว่ำวาระแรก ประชาชนจะลำบากมาก ประเทศจะเดินไม่ได้ รัฐธรรมนูญมีทางออก พ.ร.บ.งบฯตกก็ได้ ให้ใช้งบฯปีเก่าไปพลางก่อน มีกันชนสำหรับประเทศหรือกลับไปทำร่าง พ.ร.บ.งบฯมาใหม่ได้มีช่องทางเดินหน้าอยู่แล้ว ดีกว่าจะดันทุรังเดินหน้าต่อ เสียงฝ่ายค้านยืนยันไม่มีบกพร่อง จะมีมาเพิ่มหรือไม่นั้นไม่อยากคาดหวังแต่มีคนคิดตรงกัน แต่จะกล้ามายกมือให้เราไหม ยังเชื่อมั่นลึกๆว่าโอกาสคว่ำมี แต่ไม่มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ เราไปฝากไว้กับใจคนไม่ได้
นายกฯฝาก รมต.-ส.ส.ช่วยกันตอบ
ขณะที่เวลา 09.05 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางมาถึงรัฐสภา มีแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ผอ.พรรคและ ส.ส.พปชร. กว่า 30 คน รอต้อนรับ โดยนายกฯทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมว่า “ฝากด้วยนะ ช่วยกัน” ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลอะไรหรือไม่ นายกฯส่ายหน้า เมื่อถามต่อว่าพร้อมหรือไม่ นายกฯเพียงหันมาพยักหน้าก่อนเดินเข้าลิฟต์ทันที
“บิ๊กตู่” ระบุหนี้พุ่ง 9.9 ล้านล้าน
เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่าเศรษฐกิจปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 ส่วนเศรษฐกิจปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2-4.2 มีปัจจัยจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศ การขยายตัวภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก การกลายพันธุ์และการระบาดเชื้อไวรัส การลดลงของแรงขับเคลื่อนทางการคลัง คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดทำงบฯขาดดุล สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่คาดว่ารายได้จะฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ส่วนหนี้สาธารณะ วันที่ 31 มี.ค.65 มี 9.9 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 60.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ยังอยู่ภายใต้กรอบบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 และมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 22 เม.ย.65 มี 233,926 ล้านดอลลาร์ฯ อยู่ระดับที่แข็งแกร่ง
แจง 3.1 ล้านล้านกระจาย 6 ด้าน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 66 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ 2.39 ล้านล้านบาท รายจ่ายลงทุน 695,077 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.82 รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 100,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.14 งบรายจ่ายปี 66 แบ่งตามยุทธศาสตร์ได้ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความมั่นคง 296,003 ล้านบาท อาทิ การเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ การรักษาความสงบภายในประเทศ 2.ด้านสร้างความสามารถการแข่งขัน 396,125 ล้านบาท อาทิ การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3.พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 549,514 ล้านบาท อาทิ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ 4.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 759,861 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม อาทิ การสร้างหลักประกันทางสังคม การส่งเสริมกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
กัน 9.5 หมื่นล้าน สำรองกรณีฉุกเฉิน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 5.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 122,964 ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 6.ด้านปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 658,012 ล้านบาท อาทิ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รัฐบาลดิจิทัล เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ รัฐบาลจัดสรรงบรายจ่ายไว้ 402,518 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ดังนี้ งบกลางเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 95,900 ล้านบาท สำรองไว้ป้องกัน แก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยา หรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมทั้งชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 306,618 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ 100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 206,618 ล้านบาท
ซัด รบ.หมดสภาพจัดงบฯสิ้นหวัง
ต่อมา 11.10 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า การจัดทำงบฯ 3.18 ล้านล้านบาท ไม่เห็นหัวประชาชน ไม่แก้ปัญหาประเทศ ฝ่ายค้านไม่รับหลักการเพราะทำลายประเทศ สู้เสียเวลาไปบ้างแต่นำเม็ดเงินไปจัดสรรใหม่ให้เหมาะสม ประเทศวิกฤติ ล้วนเกิดจากบริหารงานผิดพลาด เหตุผลที่ไม่ให้รัฐบาลบริหารงบก้อนนี้ เพราะเป็นรัฐบาลหมดสภาพ บริหารด้วยวาจา แก้ตัวโยนโทษให้คนอื่น หาทางอยู่ต่อเพื่อสืบทอดอำนาจ ทั้งที่ตัวเองไร้ความรู้ ความสามารถ น่าเสียใจ พล.อ.ประยุทธ์มาจากการยึดอำนาจ แต่แปลงร่างว่ามาจากประชาธิปไตย ทำกติกาเอื้อประโยชน์ ต่อการเข้าสู่อำนาจตัวเอง เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม บุคลิกภาพแปรปรวน แบบ Narcisisitic หรือหลงตัวเอง ขาด 2 M คือ 1.Money หาเงินไม่เป็น หาเงินไม่เก่ง 2.Empathy ขาดความเห็นอกเห็นใจ นายกฯฝากมรดกหนี้ ทั้งหนี้สาธารณะทะลุเพดาน หนี้ครัวเรือนขยับจากร้อยละ 70 เป็น 90 และหนี้เสียซุกไว้ใต้พรมจากมาตรการพักหนี้และมาตรการ ธปท. สิ่งที่ประชาชนขาดคือความภาคภูมิใจในตัวผู้นำประเทศ ไม่อยากใช้คำว่าอับอายขายขี้หน้า การบริหารงานของนายกฯขาดหลักนิติธรรมเป็นกองปัญหาประเทศ ถ้าอยากแก้ไขต้องเปลี่ยนผู้นำพาประเทศพ้นวิกฤติ ต้องลงมติไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ให้นายกฯยุบสภาหรือลาออก
พรรคร่วมฯเรียกค่าไถ่แลกอยู่ยาว
นพ.ชลน่านกล่าวว่า การจัดงบแบบขาดดุลครั้งนี้ ต้องกู้เงินอีก 695,000 ล้านบาท จากวงเงินที่จะกู้ได้ 708,000 ล้านบาท แต่บอกว่าจะจัดเก็บรายได้ 2.49 ล้านล้านบาท ไม่เชื่อจะเก็บได้จริงตามเป้า เป็นงบตกแต่งตัวเลข ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหา การจัดงบให้กระทรวงต่างๆ ไม่ตอบโจทย์ภาวะวิกฤติประเทศ ไม่จัดลำดับความสำคัญตามข้อเท็จจริง เป็นงบสิ้นหวัง อาทิ งบเอสเอ็มอีถูกตัดถ้วนหน้า แต่ไปเพิ่มงบความมั่นคง โดยเฉพาะงบด้านความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่ม 120% ไม่มีผลขับเคลื่อนต่อเศรษฐกิจ งบการศึกษาไม่ได้รับความสำคัญ สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นคืองบส่อเอื้อประโยชน์ หรืองบส่อโกง การจัดเม็ดเงินลงไปในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น งบกรมทางหลวง งบกรมทางหลวงชนบท งบโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้น จัดงบเสมือนถูกเรียกค่าไถ่จากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้อยู่ในอำนาจยาวต่อไป
จวกสิ้นคิด-ส่อโกง-เอื้อพวกพ้อง
“หรือการจัดงบจังหวัด กลุ่มจังหวัดก็ถูกปู้ยี่ปู้ยำส่อเอื้อพวกพ้อง กระจุกตัวในจังหวัดเป้าหมายทางการเมือง เป็นงบส่อโกง ใช้ภาษีประชาชนเพื่อสืบทอดอำนาจ สรุปคือเป็นรัฐบาลที่สิ้นหวัง จัดงบแบบสิ้นคิด ส่อโกง เอื้อพวกพ้อง ไม่อาจรับหลักการงบรายจ่ายฉบับนี้ได้ ไม่ต้องไปแก้ไขในชั้น กมธ. เพราะไม่เกิดประโยชน์แก้วิกฤติต้องตกไปอย่างเดียว 3 วัน หลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะดำเนินผ่านภารกิจ “เจาะงบสิ้นหวัง จับงบส่อโกง และเจองบฉบับเพื่อไทย” นพ.ชลน่านกล่าว
“บิ๊กตู่” โต้ฝ่ายค้านจัดงบลงทุกพื้นที่
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ชี้แจงทันทีว่า ยืนยันรัฐบาลจัดงบรายจ่ายปี 2566 จัดงบลงทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดตามความจำเป็น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่บางคนเคยพูดไว้ ถ้าไม่เลือกก็ไม่ให้ เรื่องการกล่าวหาส่อโกง ให้ไปพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ถ้ามีหลักฐานก็ไปฟ้องร้องกัน ขอให้ย้อนไปดูที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการยุติธรรม มีติดคุก หนีคดีหรือไม่
“บิ๊กป้อม” สั่ง พปชร.โหวตผ่านทุกคน
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. อภิปรายว่า การที่ฝ่ายค้านตั้งฉายางบฯขอทานจัดงานวันเกิด ถือว่าด้อยค่างบฯที่จะมาถึงประชาชน ไม่ใช่งบฯช้างป่วยแม้มีสารพัดโรค แต่นายกฯขับเคลื่อนประเทศเหมือนช้างทรงพลัง ร่าง พ.ร.บ.นี้จะสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำใช้งบฯกว่า 7.5 แสนล้านบาท หรือ งบฯมหาดไทยกว่า 3 แสนล้านบาท มุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก หัวหน้าพรรค พปชร.ยืนยันว่า พรรค พปชร.จะสนับสนุนงบฯปี 66 เป็นสายฝนโปรยปรายทั่วแผ่นดิน อำนวยความชุ่มฉ่ำให้ประชาชน ส.ส.พปชร.จะโหวตเห็นด้วยทุกคน
คุ้ยงบฯปี 65 ตั้งงบฯลงทุนต่ำกว่า ก.ม.
นายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า แค่คำปรารภในนโยบายงบฯปี66 ก็โกหกประชาชนบอกจัดงบขาดดุลเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ความจริงคิดแบบเป็นหนี้ไม่รู้จบ ไม่รู้ยิ่งกู้ยิ่งรวยหรือยิ่งจน นายกฯตอบด้วย การจัดงบฯครั้งนี้ให้ความสำคัญกับงบฯประจำมากกว่างบฯลงทุน วางยุทธศาสตร์ผิดพลาดทำให้ประเทศเสียโอกาส ยังก่อภาระหนี้ให้ประเทศเพิ่ม หนี้สาธารณะประเทศพุ่งสูง 9.9 ล้านล้านบาทแล้ว น่าเป็นห่วงจะมีการทำผิดกฎหมายคืองบฯลงทุนที่ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังประเทศ ระบุต้องจัดสรรงบฯลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบฯรายจ่ายทั้งหมด แต่งบฯปี 65 ที่ผ่านมาจัดสรรงบฯลงทุนไปแค่ 19.74% ต่ำกว่าร้อยละ 20 ตามกฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ จะอ้างว่า เพราะถูก กมธ.และสภาฯลงมติตัดงบฯลงมาต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด ระวังจะเป็นเรื่องใหญ่ตามมา
“พิธา” หวดงบฯช้างป่วยปรับตัวไม่ได้
เมื่อเวลา 12.32 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า งบฯฉบับนี้เหมือนช้างป่วยปรับตัวไม่ได้ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหากจัดงบฯดี ประชาชนจะกินดีอยู่ดี หากจัดไม่ดีวันข้างหน้าจะกลายเป็นทศวรรษที่สูญหาย เหมือนทศวรรษที่ผ่านมา รายได้ 2.49 ล้านล้านบาท ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จำเป็นต้องกู้เพิ่มอีก 6.95 แสนล้านบาท แต่เก็บภาษีถดถอยลง ประกอบกับ เงินเฟ้อสูงทำให้ภาระเงินกู้สูงขึ้นด้วย เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการกว่า 3 แสนล้านบาทคือรายจ่ายที่สูงเท่ากับกระทรวงศึกษาทั้งกระทรวง นี่คือปัญหาของช้างป่วยที่ปรับตัวไม่ได้ โครงสร้างงบฯตั้งแต่ปี 57-65 งบฯ 75% เป็นงบประจำทั้งสิ้น ตั้งงบฯไม่ได้ตอบสนองกับวิกฤติหรือโอกาสในปีหน้า นี่เป็นยาขมที่พวกเราทุกคนต้องกลืน เป็นโครงสร้างงบฯที่น่ากลัวทุก 1 บาท ที่เก็บภาษีและกู้มา 40% เป็นเงินเดือน สวัสดิการกับบำนาญข้าราชการ 10 ปีที่ผ่านมาเงินที่ใช้ไปกับบำนาญมากขึ้น 2 เท่า ปี 57 บำนาญอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท ปี 64 อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ปี 66 อยู่ที่ 3.22 แสนล้านบาท มีข้าราชการเกษียณ 8 แสนคน แต่ปี 80 จะมีข้าราชการเกษียณ 1.2 ล้านคน แค่บำนาญบุคลากรก็เกินงบฯที่เราจะใช้ไปเยอะมาก รัฐราชการ รัฐอุ้ยอ้าย จึงเป็นช้างป่วยปรับตัวไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไร ถ้าปล่อยไว้ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร” นายพิธากล่าว
70% ถมอดีตเหลือไม่ถึง 1 ล้านล้าน
นายพิธากล่าวต่อว่า 70% ของงบฯ 3.18 ล้านล้านบาทหมดไปกับอดีต เหลือใช้จริงไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท หรือ 30% จะนำมาฟื้นฟูประเทศถือเป็นปัญหา แต่ยังทำให้ประชาชนมีความหวังได้ ด้วยการใช้งบฯอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ ยุติธรรม แต่พอดูรายละเอียดปรากฏว่างบฯภาคเกษตร 5.7 หมื่นล้านบาท ชำระหนี้ให้นโยบายประกัน กับจำนำข้าวย้อนหลังไปถึงปี 51 ประเทศจะมีความหวังประเทศต้องมีความเป็นธรรม เห็นได้ชัดที่สุดคือโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อนำงบฯที่ตั้งไว้ให้กับอีอีซี 1.1 หมื่นล้านบาท มาเทียบกับงบฯเอสเอ็มอี 2.7 พันล้านบาท ตั้งงบฯละเลยทุนตัวเล็กตัวน้อย ไม่ยุติธรรม จึงเป็นปัญหาทำให้ประเทศในช่วงที่ประชาชนควรมีความหวัง การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะไม่ยุติธรรม ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถรับหลักการได้
“อิสระ” เตือนอย่าถอดท่อหายใจ
ต่อมาเวลา 13.40 น. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. อภิปรายว่า คนไทยกำลังทำสงครามรบกับสงครามหนี้ 1.4 ล้านล้านบาท เทียบกับจีดีพีประเทศ 16.2 ล้านล้าน รบเท่าไหร่ก็ไม่ชนะ 1 วัน คนไทยจมอยู่กับกองหนี้เกือบ 23 ชั่วโมง สงครามหนี้ตัวการ 3 ประการคือ จมกองหนี้ไม่มีทุน ขาดกระตุ้นภูมิ เรียกว่าสามเหลี่ยมวอดวาย งบฯปี 66 พุ่งความสนใจไปที่ทางหลวง สะพาน สนามบิน การพัฒนากองทัพ ความมั่นคง ปฏิรูปตำรวจ แทบไม่ได้พูดถึงโครงการที่จะแก้หนี้ เป็นต้น เราต้องอุดช่องคอร์รัปชัน หั่นรายจ่ายเกินตัว ถัวเฉลี่ยกำลังคน แต่ไม่เห็นด้วยกับการคว่ำงบฯปี 66 ไม่ต่างอะไรกับการถอดท่อหายใจช่วยประชาชน ขอร้องเปลี่ยนจากจะคว่ำงบ มาเป็นแนะนำว่าจะปรับงบอย่างไรในชั้น กมธ. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าซ้ำเติมเพลิงเศรษฐกิจ ด้วยพิษการเมืองเลย
นายกฯแขวะใครทำจำนำข้าวขาดทุน
ต่อมาเวลา 14.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านโจมตีการจัดงบฯลงทุนไม่เพียงพอว่า การจัดงบลงทุน 6.9 แสนล้านบาท หรือ 21.72% เป็นไปตามกฎหมาย ลงทุนรูปแบบอื่นอีก 9.8 หมื่นล้านบาท รวมรัฐมีงบลงทุน 7.94 แสนล้านบาท ยังมีความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนด้วย งบฯเกษตรฯเพิ่มเติมหลายอย่าง นอกจากประกันราคาข้าว ประกันราคาสินค้าเกษตร โครงการจำนำข้าวขาดทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท รัฐบาลนี้ตั้งงบฯชำระหนี้ไปแล้ว 7.8 แสนล้านบาท เหลือเงินต้นและดอกเบี้ยอีก 3 แสนล้านบาท ถ้าอยู่เอามาทำอะไรได้อีกเยอะ ใครเป็นคนทำไว้ ไม่อยากย้อนกลับไปพูด ยืนยันให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญงบฯ ขณะที่งบกลางมีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตนไม่ได้มีอำนาจคนเดียว ไม่ได้ทำง่ายอย่างที่พูดทุกเรื่อง ตนทำอะไรไปบ้างบอกทุกวัน แต่ไม่เคยฟัง ย้อนกลับไปดูพฤติกรรมตัวเองบ้าง ตนพยายามไม่ใช้อารมณ์ อดทน แต่หลายเรื่องที่ท่านพูดไม่ใช่ข้อเท็จจริง พูดแต่หลักการกว้างๆคนสับสน ทำให้ยากในการบริหาร ทุกคนคือ ส.ส.ต้องเอาสิ่งที่รัฐบาลทำไปให้ประชาชนรับรู้ด้วย
ประเคน กห.2 ลล.-เปย์พรรคร่วมฯ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบรายจ่ายปี 66 มีอันตราย 1.ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหา เป็นแค่งบรูทีนของข้าราชการ แต่ไม่ทันการแก้สถานการณ์ใดๆ มุ่งให้ความสำคัญเฉพาะความมั่นคงทางทหาร 8 ปีให้งบกระทรวง กลาโหมไป 2 ล้านล้านบาท ประเคนงบให้พรรคร่วมรัฐบาลมหาศาล เพื่อให้คงสถานะนายกฯไว้ ตอบสนองประชาชนเรื่องการลงทุนไม่เคยได้เห็น มีงบลงทุนแค่ 20% 2.จัดงบผิดฝาผิดตัว มุ่งแต่ความเป็นรัฐราชการ เพิ่มแต่งบประจำ แต่ไม่เพิ่มงบลงทุน มีแต่เพิ่มงบให้สำนักงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ธนาคารเอสเอ็มอี สำนักงานส่งเสริมการลงทุนถูกตัดลด งบกลางกรณีฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพิ่มอำนาจให้นายกฯ ใช้เงิน แต่งบเยียวยาโควิดลดลง ทั้งที่ประเทศยังไม่ฟื้น 3.โกหกหลอกลวง 4 ปีผ่านมา นโยบาย พปชร.ทำไม่ได้ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท เงินเดือน ป.ตรี 2 หมื่นบาท ลดภาษี 10% บุคคลธรรมดา โกหกหวังคะแนนจนต้องไปลบนโยบายออกจากเว็บไซต์ อย่าอ้างการไม่ผ่านงบฯจะเกิดทางตัน ถ้าไม่ผ่านใช้งบเหมือนงบฯปี 65 ไปก่อนในส่วนงบประจำ งบผูกพัน ไม่มีสุญญากาศเกิดขึ้น อ้างไปแก้ไขในชั้น กมธ.ไม่เคยแก้ไขได้ รัฐบาลเป็นเสียงข้างมากควบคุมทิศทางได้ ไปพึ่งความหวังชั้น กมธ.ไม่ได้ ต้องไม่เห็นชอบงบฯเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำเท่านั้น
กก.แฉบุรีรัมย์นำโด่งงบซ่อมถนน
เวลา 17.00 น. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า การจัดงบฯตั้งแต่ปี 63 ถึงปัจจุบันเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง งบลงทุนเป็นงบพัฒนาประเทศอยู่ 2.6 แสนล้านบาทเท่านั้น สูงสุดอยู่ที่ด้านคมนาคม 1.68 แสนล้านบาท งบกระทรวงคมนาคมกระจุกตัว กรมทางหลวงรับไป 1.2 แสนล้านบาท กรมทางหลวงชนบท 4.7 หมื่นล้านบาท มีส่วนกลางแย่งงบไปสร้างถนน ตัวอย่างความล้มเหลวการใช้งบฯ คือโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา วงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท ยังไม่สามารถเปิดใช้ได้อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 17 สัญญา มีความเหลื่อมล้ำระหว่างงบฯอย่างงบซ่อมถนนทางหลวงชนบท จ.บุรีรัมย์ นำโด่งได้มากกว่าค่าเฉลี่ย 4.29 เท่า รองมา จ.สุรินทร์ 3.58 เท่า ไม่สงสารจังหวัดอื่นๆหรือ จะอยู่ในระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อะไรคือการกระจายงบเป็นธรรมอย่างที่นายกฯชอบพูด ต้องลดความเหลื่อมล้ำทั้งเรื่องงบฯและความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ พรรคก้าวไกลไม่ขอรับร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 66
ปูดรีดหัวคิวประกันราคาข้าว
นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะมานั่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง แต่ไม่เคยเห็นจะแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้ บริหารงานตามยถากรรม มีกู้หนี้ยืมสิน สร้างมรดกบาปให้คนรุ่นหลัง การจัดงบประมาณวันนี้เป็นการกระจายเพื่อการเมือง เตรียมการเลือกตั้ง อย่าพูดไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่รู้ท่านคอร์รัปชันหรือไม่ แต่การเมืองยุคนี้เลวร้ายที่สุด แจกกล้วยเป็นหวี เป็นเครือ เอาเงินมาจากไหน แจกสะบัดช่อ พล.อ.ประยุทธ์เคยแข็งกร้าวกับนักการเมืองจะเอาจริง สุดท้ายอ่อนปวกเปียกไม่สนใจ ชาวนา ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องประกันราคาข้าว ทราบว่ามีการเก็บหัวคิวจากพ่อค้า ตรึงราคาไว้เท่าเดิม แต่ไปนั่งหาส่วนต่างกัน ไม่รู้ว่าส่งเงินให้ใคร นายกฯทำบาปต่อแผ่นดินมาเยอะ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่ใส่ใจ
“บิ๊กช้าง” ยันจำเป็นต้องซื้อเอฟ 35
ช่วงค่ำเวลา 19.00 น.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงถึงงบฯกระทรวงกลาโหมว่า การจัดซื้อยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหม เรื่องจัดหาเครื่องบินขับไล่เอฟ 35 จำเป็น เพราะมีภารกิจสำคัญป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย แม้ปัจจุบันจะมีอยู่หลายแบบ แต่เครื่องบินที่มีขีดความสามารถบางเครื่องใช้งานมานานถึง 41 ปี เฉลี่ยที่มีอยู่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจมาแล้ว 28 ปี จำเป็นต้องทยอยปลดประจำการ ไม่สามารถหาชิ้นส่วนอะไหล่เข้ามาทดแทนหรือซ่อมบำรุงไม่คุ้มค่า จึงปลดประจำการไปตั้งแต่ปี 64 ทำให้กองทัพอากาศมีเครื่องบินสกัดกั้นโจมตีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ อาจเป็นความเสี่ยงการป้องกันประเทศได้ จำเป็นต้องจัดหาทดแทน การจัดหาเครื่องบินสกัดกั้นโจมตีไม่ใช่จะจัดหาได้เลย ต้องใช้เวลา 3 ปีจึงได้เครื่องบิน รวมถึงต้องฝึกกำลังพลและนักบินให้พร้อมใช้เวลา 1 ปี กองทัพอากาศวางแผนตามระยะตามกรอบงบประมาณที่มีอยู่ในส่วนกองทัพอากาศ
ซ้ำเติม ปชช.ปล่อยขึ้นราคาน้ำมัน
นายเกียรติ สิทธิอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ต้องผ่านงบฯให้ประชาชน แต่การจัดทำงบฯไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะราคาน้ำมันรัฐบาลสามารถแก้ได้ดีกว่านี้ เรายังอ้างอิงตัวเลขของกระทรวงพลังงาน ยึดค่าการ กลั่นสูงกว่าสิงคโปร์ 20% ทั้งที่กลั่นในบ้านเราเองบริษัทค้าน้ำมัน เจ้าของโครงการได้เต็มๆ 30,000 กว่าล้านต่อปี ทำไมรัฐบาลถึงปล่อยให้เกิดขึ้น ทั้งที่ยังลดราคาได้อีกลิตรละ 3-4 บาท อย่าซ้ำเติมประชาชน ไปกว่านี้ ปีหน้าทราบมาว่าจะส่งเงินเข้าคลังเพียง 19,000 ล้านบาท สำนักรัฐวิสาหกิจต้องกลับไปตรวจสอบ ให้ดี ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวด กำไรของบริษัทสูงเกินเหตุ แต่เงินส่งเข้าคลังนิดเดียว น้ำมันแพงส่วนหนึ่ง เพราะบริหารไม่ดี ต้องไปจัดงบฯดูแลประชาชนให้อยู่ รอดก่อนเรื่องอื่นๆ
พรรคเล็กบี้โควตา กมธ.แลกโหวต
ช่วงเย็นนายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส. พรรคไทรักธรรม และสมาชิกกลุ่ม 16 กล่าวว่า สมาชิกกลุ่ม 16 ได้แก่ นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย มีโอกาสเข้าพบนายกฯช่วงเที่ยงวันที่ 31 พ.ค. หารือถึงข้อเรียกร้องพรรคเล็กเรื่องโควตาการเป็นคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 66 นายกฯพร้อมตอบรับข้อเรียกร้องของกลุ่มพรรคเล็ก แต่คงต้องรอดูการลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าววันที่ 2 มิ.ย. ประกอบด้วย ท่าทีพรรคเล็กมีแนวโน้มโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 66 โดยกลุ่ม 16 มีนัดทานอาหารร่วมกันวันที่ 1 มิ.ย. เวลา 15.00 น. หารือทิศทางการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 66 อาจมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทยร่วมด้วย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯแจ้งว่าได้สั่งตรวจสอบกระบวนการเซ็นสัญญาโครงการระบบท่อส่งน้ำอีอีซีแล้ว คาดว่าจะเลื่อนเซ็นสัญญาไปหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ชัยทิพย์” เข้าสภาฯ “วัฒนา” ลงแก้มือ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องรับรองพิเศษ 206 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรค ปชป.เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯ หลังได้รับการรับรองจาก กกต. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. พร้อมรับบัตรประจำตัว ส.ส. และสิทธิต่างๆ มี น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. และ น.ส.กัลยรัชต์ ขาวสำอางค์ รองเลขาธิการสภาฯร่วมแนะนำดูแล ทำให้สภาฯมี ส.ส.ล่าสุด 477 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ว่า พรรคเตรียมส่งนายวัฒนา สิทธิวัง อดีต ส.ส.เขต 4 ลำปาง พรรค พปชร. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาให้จัดเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตและเป็น 1 ใน 21 ส.ส.ถูก พปชร.ขับออกจากพรรคพร้อม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และรักษาการเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ลงเลือกตั้งซ่อมในนามพรรค เป็นครั้งแรกของพรรค ศท.
“อิทธิพร” ถกผล ลต. ผู้ว่าฯ กทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 พ.ค. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เป็นประธานการประชุม กกต.ออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meeting พิจารณาผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) เป็นวันที่ 2 ต่อเนื่อง จากวันที่ 30 พ.ค. โดยเฉพาะการพิจารณากรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ถูกนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้องเรียนเรื่องป้ายหาเสียงอาจเข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม
ร่อนประกาศรับรอง “ชัชชาติ”
กระทั่งเวลา 15.15 น. สำนักงาน กกต.ได้เผยแพร่เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ ลงวันที่ 31 พ.ค.ผ่านไลน์กลุ่มสื่อมวลชนประจำ กกต.ระบุว่า เห็นควรประกาศผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จำนวน 1 ราย และ ส.ก. 5 ราย ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีมติประกาศผลการเลือกตั้งตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ส.ก.อีก 5 ราย ยังเหลือผู้สมัคร ส.ก.เขตดินแดน บางพลัด พญาไท สายไหม และวังทองหลางอีก 5 ราย ยังไม่ประกาศรับรองผล การที่ กกต.ไม่อาจประกาศผลการเลือกตั้งได้ทันทีที่ได้รับรายงานผลการนับคะแนนเนื่องจากสำนักงาน กกต.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ก่อนว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนหรือไม่ก็ตาม โดยพิจารณาจากรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร และรายงานของ ผอ.การเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ประกอบการพิจารณาเสนอ กกต.เพื่อประกาศผลการเลือกตั้ง
ผู้ว่าฯ กทม.ลุยแฟลตดินแดง
ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ลานกีฬาแฟลตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 17 ลงพื้นที่พบปะชาวแฟลตดินแดง มีประชาชนขอถ่ายรูป ตะโกนให้กำลังใจลงมาจากแฟลตจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีนักเรียนมัธยมมายื่นหนังสือสะท้อนปัญหาของนักเรียนใน กทม.ทั้งเครื่องแบบและทรงผม นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญเชื่อว่าพูดคุยกันได้ด้วยเหตุผล การเรียนการศึกษาสำคัญกว่า และการลงพื้นที่ตลอด 5 วันที่ผ่านมา รู้สึกพอใจเจ้าหน้าที่แต่ละเขตกระตือรือร้น แก้ปัญหาได้ทันที เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกพื้นที่ตื่นตัว ให้เห็นปัญหาจริง
ไม่ติดใจตรวจสอบเพิ่มความสง่า
นายชัชชาติกล่าวถึง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการว่า ขอบคุณทุกคะแนนเสียง รวมถึงคนที่ไม่ได้เลือก เวลา 11.00 น. วันที่ 1 มิ.ย. ได้ไปรับเอกสารยืนยันการรับรองการเป็นผู้ว่าฯ ที่ กกต. จากนั้นเวลา 13.00 น. ไปที่ศาลาว่าการ กทม.เตรียมความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พบปะพูดคุยกับผู้บริหารและเปิดตัวทีมงานรองผู้ว่าฯ กทม. และคณะทำงานด้านต่างๆเพื่อเดินหน้าทำงานทันที ส่วนที่นายศรีสุวรรณ ยื่นร้อง กกต.ถือเป็นกระบวนการที่ร่วมกันตรวจสอบ ขอขอบคุณทั้งนายศรีสุวรรณ และ กกต.รวมถึงคนอื่นที่ช่วยกันตรวจสอบ เพื่อให้การรับตำแหน่งของตนสง่างามโปร่งใส ไม่ได้มีการซูเอี๋ยกัน จะฟ้องกลับหรือไม่ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพราะไม่รู้รายละเอียด และขออย่าเอาตนไปเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ กทม.เป็นระดับท้องถิ่น
คนกรุงกระหน่ำ โทร.1444 ไม่เลิก
ก่อนหน้านั้น ช่วงเช้าระหว่างที่ประชุม กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ยังคงมีประชาชนโทร.เข้าสายด่วน กกต.1444 อย่างต่อเนื่อง ทั้งทวงถามการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และระบายความรู้สึกต่อว่าต่างๆนานา อาทิ จะประชุมประกาศรับรองผลหรือไม่ ทำงานกินเงินภาษีประชาชนต้องประชุมแต่เช้าไม่ใช่ประชุมบ่าย ทำไม กกต.ยังไม่รับรอง ไม่รู้หรือว่าประชาชนรออยู่ ทำไมนายศรีสุวรรณ จรรยา ต้องร้องเรียนด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ หลายคนใช้ถ้อยคำหยาบคายแต่เจ้าหน้าที่ กกต.พยายามรับฟัง และชี้แจงยืนยันว่า กกต.ประชุมกันในเวลา 13.30 น. คงมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมาตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่สายด่วน กกต.1444 รับสายเรื่องดังกล่าวเกือบ 300 สาย กระทั่งปิดทำการเวลา 16.30 น. ก่อนที่ กกต.ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า จะเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาวันที่ 31 พ.ค. จนในช่วงค่ำประชาชนจำนวนมากได้แสดงความเห็นไม่พอใจ กกต.ผ่านโซเชียลมีเดียจำนวนมากด้วย
“ศรีฯ” หยัน 1.38 ล้านเสียงชักดิ้นชักงอ
ส่วนความเคลื่อนไหวของสังคมออนไลน์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในทวิตเตอร์ตั้งแต่ช่วงเช้า ยังคงผุดแฮชแท็กด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดกดดันให้ กกต.รับรองนายชัชชาติ ขณะเดียวกันนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “บ่ายวันนี้ได้ข่าวว่าจะมีคน กทม. 1.38 ล้านคนจะชักดิ้นชักงอ เป็นไส้เดือนกิ้งกือบนกองขี้เถ้าไฟ ไม่รู้ว่าจะเฮ หรือโฮ!!!”ต่อมานายศรีสุวรรณยังให้สัมภาษณ์ออกทีวีช่องหนึ่ง กรณีอาจถูกฟ้องร้องกลับที่ร้องเรียนนายชัชชาติว่า หากนายชัชชาติฟ้องกลับ ขอตั้งคำถามว่านายชัชชาติไม่ใช่บุคคลสาธารณะหรือ ประชาชนวิจารณ์ไม่ได้เลยหรือ

ผุดแคมเปญล่าชื่อไล่ “ศรีสุวรรณ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมามีประชาชนรายหนึ่งจัดแคมเปญผ่าน Change.org เชิญชวนพากันโหวตถอดถอนนายศรีสุวรรณ พ้นเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กรณีไปร้องเรียนนายชัชชาติ โดยให้เหตุผลว่าประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของนายศรีสุวรรณ สร้างความแตกแยกในสังคมไทยเรื่องต่างๆที่สมควรได้พัฒนาไปในทางที่ดี แต่นายศรีสุวรรณกลับร้องเรียนเรื่องที่ไม่ควร ตรวจสอบแบบแบ่งฝ่าย อาทิ ไม่ควรตรวจสอบนโยบายพรรค พปชร.ที่ไม่สามารถทำได้จริงกลับเตรียมยื่นตรวจสอบนโยบายนายชัชชาติ ปรากฏว่าเพียง 4 ชั่วโมง มีผู้สนับสนุนกว่า 2,000 คน
“บิ๊กตู่” ยินดีคุยนโยบายด้วย
ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์แสดงความยินดีกับนายชัชชาติ ที่ กกต.ให้การรับรองเป็นผู้ว่าฯ กทม. ว่า ยินดีด้วยที่ได้ทำงาน เมื่อถามว่า มีอะไรจะฝากถึงนายชัชชาติหรือไม่ นอกจากการแสดงความยินดี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “คงต้องมาคุยกับนายกฯ ก่อน เขาต้องมาอยู่แล้ว” ก่อนก้าวขึ้นรถไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานการประชุมสามัญคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ประจำปี 2565
ฮือฮาพี่ชายแฝดโผล่ทำเนียบฯ
ขณะที่ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ พี่ชายฝาแฝดของนายชัชชาติ กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมพิจารณาเกี่ยวกับการเปิดเสรีกัญชงกัญชาที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ทราบผลการรับรองของ กกต.แล้วรู้สึกดีใจ เมื่อถามว่า มีอะไรเป็นพิเศษให้กับนายชัชชาติหรือไม่ นพ.ฉันชายยิ้มก่อนกล่าวว่า สู้ๆมีอะไรให้ช่วยก็บอก ทำงานๆๆ พักผ่อนด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อ นพ.ฉันชายมาถึงทำเนียบฯทันทีที่ก้าวลงจากรถ บรรดาข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯต่างพากันฮือฮา เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ บางคนถึงกับมาขอถ่ายรูปเป็นการใหญ่
“ชลน่าน” ยุถูกแกล้งฟ้องกลับได้
ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร้อง กกต.ตรวจสอบนายชัชชาติว่า กรณีที่นายศรีสุวรรณร้องมา 3 ประเด็น ตนในฐานะที่อยู่พรรคการเมืองมาเห็นว่า เขามีสิทธิ์ร้องแต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องได้เหมือนกันในการไปกล่าวหาทำให้นายชัชชาติเสียหายในลักษณะกลั่นแกล้งผู้สมัครฯที่จะมีโทษ 5 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองปรับ 1 แสนบาท ดังนั้น ต้องพึงระวังเพราะมีสิทธิ์ร้องแต่การร้องต้องมีเหตุผล
นายกเมืองพัทยาเลือกใหม่ 2 หน่วย
สำนักงาน กกต.ยังได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจ้งว่า สำนักงาน กกต.เห็นควรประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวน 24 ราย ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มีมติประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาจำนวน 24 ราย ส่วนกรณีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา หมายเลข 1 กลุ่มเรารักพัทยา ได้รับคะแนนสูงสุด 14,349 คะแนน น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงาน กกต.กลางมีคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนนายกเมืองพัทยาใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 2 และเขตเลือกตั้งที่ 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 20 ในวันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย.นี้ เนื่องจากมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ทราบสาเหตุ
ป.ป.ช.ตั้งองค์คณะไต่สวน “บิ๊กแป๊ะ”
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งองค์คณะไต่สวนชุดใหญ่ ประกอบด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งชุด ไต่สวน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.กับพวก 46 ราย กรณีความไม่โปร่งใสการจัดซื้อโครงการรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ 260 คัน วงเงิน 900 ล้านบาท ระหว่างปีงบประมาณ 2560 และ 2561 มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนไต่สวน อย่างไรก็ตามขณะนี้กระบวนการเพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนหลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบว่า มีการกระทำถูกต้องตามระเบียบในการจัดซื้อหรือไม่อย่างไร และการจัดซื้อมีความจำเป็นหรือไม่ พร้อมกับจะเปิดโอกาสให้มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อไป

