เผยแพร่: ปรับปรุง: โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เมืองไทย 360 องศา
ก็เหมือนกับหลายคนได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า เนื้อหาการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะจากพรรคแกนนำ คือพรรคเพื่อไทยผ่านมาวันแรก ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม และเข้าสู่วันที่สองในวันที่ 20 กรกฎาคม ก็ยังไม่มีปรากฏว่าจะมี “หมัดเด็ด” หรือหลักฐานการทุจริตที่ถือว่ารัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีทุจริตคดโกงในแบบที่เป็นเรื่องใหญ่โตสร้างความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่พอจับต้องได้ แต่สิ่งที่เห็นในการอภิปรายก็คือ นอกจากเรื่องเก่าๆ อีกทั้งลักษณะก็น่าจะเป็นระดับ“กระทู้ถามสด” เสียมากกว่า
หากจะพูดถึงเรื่องการใช้วาทะเชือดเฉือนรุนแรงอีกที่บอกว่าฝ่ายค้านนำมาใช้ในการอภิปราย ทั้งจากการเขียนคำอภิปรายที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นำมากล่าวนำในระหว่างเริ่มต้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างรุนแรง เช่นในการอภิปรายนำวันแรกของ ผู้นำฝ่ายค้านที่ยกมาบางช่วง
โดยนพ.ชลน่าน อภิปรายโดยชี้ให้เห็นถึงความพินาศล้มเหลว 6 ด้านสำคัญ คือ 1.ผู้นำแห่งความพินาศ 2. เศรษฐกิจพังพินาศ 3.สังคมพังพินาศ ล้มเหลว 4. สาธารณสุขพังพินาศ ล้มเหลว 5. การเมืองพังพินาศ ล้มเหลว และ 6.คอร์รัปชันจนระบบประเทศพังพินาศ ซึ่งนับ ล้มเหลวความเจ็บปวดและความทุกข์ยากของประชาชนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่บุคคลชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ความปรารถนาในอำนาจ ความอยากอยู่ในตำแหน่งไปตลอดกาลของนายกฯ คนนี้ การบริหารแบบคุยโวที่ผ่านมาทั้งหมด ตลอด 8 ปี คือความบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลวของตัวท่านเองแต่เพียงผู้เดียว และความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นกับประชาชนในขณะนี้ มันยากเกินความสามารถเกินสติปัญญาของท่านที่จะแก้ไข ซึ่งท่านไม่ควรดันทุรังบริหารประเทศต่อไปอีกแล้ว
“ถึงเวลาแล้วที่ทุกความจริงต้องถูกเปิดเผย ความเสียหายที่สร้างไว้ต้องถูกตีแผ่ ทุกความผิดพลาด บกพร่อง ล้มเหลว การก่อทุจริตต้องถูกเปิดโปง และนำไปสู่การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม นำคนผิดมาลงโทษ เราจะร่วมกันตัดวงจรอุบาทว์ เห็บที่สูบเลือดประเทศเพื่อความอิ่มเอมของตนและพวกพ้อง จะต้องถูกกำจัด”
และที่สำคัญก็คือ ในบางช่วง นพ.ชลน่าน กลับยกถ้อยคำเปรียบว่ารัฐบาลชุดนี้คือ “รัฐบาล 608 ไร้ความรู้ไร้ความสามารถ ทนต่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มิหนำซ้ำอมโรคป่วย”
คำพูดดังกล่าวอาจพูดเอามัน หรือไม่ทันคิด หรืออาจคิดว่าเป็น “วาทะคมคาย” หรือเปล่า ทั้งที่ “กลุ่ม608” ก็คือกลุ่ม “คนเปราะบาง” ที่ต้องเยียวยาดูแลเป็นพิเศษ เพราะมีทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และแน่นอนว่าด้วยอายุของ นพ.ชลน่าน หากมีบิดา มารดา หรือพี่ป้าน้าอา ก็ต้องอยู่ในข่ายเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลด้วยความเป็นห่วง เพราะพวกเขาถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณูปการกับบ้านเมืองและครอบครัว ดังนั้นการไปเปรียบ “รัฐบาล 608 ไร้ความรู้ความสามารถ อมโรคป่วย” ถือว่าเป็นการพูดไม่คิด และจะสะท้อนกลับมาที่ตัวเองมากกว่า
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุกขึ้นชี้แจงแบบทันควันไม่ยอมให้ปล่อยผ่านเยิ่นเย้อ ตอกเอาหนักหน่วงจุกกันเลยทีเดียว
“นายกฯ ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ไม่ได้ฉลาดที่สุด เหมือนบางคนที่ท่านบอกว่าฉลาดที่สุด ตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ประเด็นที่ท่านกล่าวถึงวิสัยทัศน์ และการเป็นผู้นำรัฐบาล ผู้นำประเทศ ที่บอกผมไม่ได้รับเกียรติในเวทีต่างประเทศ ผมคิดว่าไม่ได้ด้อยค่าไปกว่านายกฯ ท่านอื่นๆ หรืออดีตนายกฯ บางท่านที่ไปมา และ10 กว่าปีมาแล้ว ผมไม่ใช่คนทำให้เกิด ความขัดแย้ง ย้อนกลับไปดูพฤติกรรม ย้อนกลับไปดูความผิด ย้อนกลับไปดูคนที่ติดคุก แม้เรามีอุดมการณ์ที่แตกต่าง แต่เราต้องทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ผมไม่ใช่คนที่ต้องการให้เกิดการแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ที่บอกว่าตนบังคับใช้กฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน กฎหมายที่ว่าเป็นกฎหมายอะไร กฎหมายทั่วไปหรือไม่ หลายคนอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ฟังจากการอภิปรายชี้แจงตอบโต้ของ พล.อ.ประยุทธ์ ข้างต้นนอกจากกระแทกกลับได้อย่างถึงน้ำถึงเนื้อทีเดียว แต่ที่ทำให้มีบุคคล “สะดุ้ง” อีกครั้งกลับกลายเป็นคนแดนไกล ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เวลานี้ “อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้” แม้จะไม่เอ่ยชื่อก็ต้องรู้ว่าต้องหมายถึง นายทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้อง ที่กำลังหลบหนีคดีทุจริตในต่างประเทศเวลานี้
นี่ยังไม่นับ “เรื่องขี้หมากองเดียว” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตอบโต้ นายทักษิณ ที่เคยปรามาสเรื่องวัคซีน “ร้อยล้านโดส” ในอดีตอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ก็อย่าได้แปลกใจเมื่อเสร็จสิ้นการอภิปรายของฝ่ายค้านในวันแรก ถือว่ายังไม่สมราคาคุยดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เนื้อหาหรือหลักฐานเด็ดๆ ที่สามารถกระชาก พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีทั้ง 10 คนลงมาได้
อย่างไรก็ดี เป็นเพียงการอภิปรายที่เพิ่งเริ่มต้น ยังมีจนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม ก่อนจะลงมติกันใน วันที่ 23 กรกฎาคม และที่ประกาศว่า “ทีเด็ด” จะอยู่ตอนท้ายนั่นคือ การอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ และบรรดารัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านบอกว่า เป็น“นั่งร้าน” ที่ต้อง“สอย” ลงมา เพื่อไม่ให้นายกฯอยู่ไม่ได้ ก็ต้องรอดู
แต่นาทีนี้ คนที่กระอักที่สุดกลับกลายเป็น นายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองพี่น้องที่กลับต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลว การทุจริตในอดีตกลับมา “ซ้ำแผลเก่า” ขึ้นมาอีก เพราะเมื่อพิจารณาจากเนื้อหาในญัตติของฝ่ายค้านเอง โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ที่พอพูดถึงเรื่องทุจริต มันก็ย้อนกลับเข้าตัวอย่างจังทุกที เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถขุดคุ้ยเรื่องราวการทุจริตที่ใหญ่กว่า ใหม่กว่ามากลบเรื่องราวในอดีตที่ “นายใหญ่” พวกเขาก่อเอาไว้ ภาพหลอนดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ อยู่ร่ำไป
คำพูดย้อนศรที่พุ่งกลับเข้าใส่ นายทักษิณ ชินวัตร จนทำให้นั่งไม่ติดต้องออกมาชี้แจง หรือจะเรียกว่า “ด้อยค่า” ฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเหมือนกัน แบบ “กราดไปทั่ว” นอกเหนือจากคู่ปรับเก่าอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ แล้วยังมี นายอนุทิน และยังรวมถึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่โดนหางเลขในทำนองว่า เป็นแค่คนติดตาม เคลมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
ดังนั้น หากพิจารณาจากเนื้อหาในการอภิปรายในวันแรกก็ยังถือว่าฝ่ายค้านยังไม่มีน้ำหนักพอ ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ นั่นคือคำพูดเสียดสี ด่าทอ โดยไม่ได้น้ำได้เนื้อนัก แต่กลายเป็นว่าคนที่หนักที่สุดกลับเป็น “ลูกพี่” คือ นายทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกขุดขึ้นมาซ้ำในเรื่องทุจริตความล้มเหลวในอดีตเสียอีก แต่ถึงอย่างไรเมื่อสงครามยังไม่จบก็อย่าเพิ่งนับศพทหาร !!
