ประชุมสภาฯชำแหละงบฯปี 65 วันที่2 ช่วงค่ำ ฝ่ายค้านข้องใจ รมต.ล่องหนไม่ฟังอภิปราย ขู่นับองค์-เปรยหวั่นลางสังหรณ์ยุบสภา ด้าน ‘ชลน่าน’ ลุกท้วงติงจัดทำงบฯ ผิดทางไม่สอดคล้องโรคระบาด ปลุกสภาฯ กดดัน ‘ประยุทธ์’ ลาออก-ยุบสภา
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในวาระที่หนึ่ง เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 1 มิ.ย. 2564 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอหารือว่า ไม่มีรัฐมนตรีนั่งอยู่ในห้องประชุมสภาฯมาครึ่งชั่วโมงแล้ว จึงขอให้มีรัฐมนตรีมานั่งฟังการอภิปรายด้วย เพราะเห็นว่าเป็นกฎหมายสำคัญ ไม่อยากต่อว่าไม่ให้ความสำคัญ
ขณะที่อรรถกร ศิริลัทยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงว่ามีรัฐมนตรีฟังอยู่ เดี๋ยวจะขึ้นมารับฟัง
ทำให้ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการพักการประชุม และเตือน ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สองที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมว่า ไม่มีรัฐมนตรีนั่งอยู่ในห้องประชุมสภาฯ เพื่อรับฟังการอภิปราย หากไม่มีรัฐมนตรีอยู่จะเสนอให้มีการนับองค์ประชุม
จากนั้น ศุภชัย ได้ให้ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายในลำดับถัดไป เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้น ส.ส.พรรคเพื่อไทยลุกประท้วงอีกครั้ง โดย อุดมศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า แม้จะมีการพิจารณางบประมาณมากถึง 3.1 ล้านล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็มาน้อย เดิมมี ครม. 36 คน ส.ส.อีกเกือบ 500 คน แต่ตอนนี้บรรยากาศมันวังเวงเหมือนกำลังจะยุบสภา จึงคิดว่า ถ้าไม่ประชุมก็ยุบสภาไปเลย
ทำให้ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม แจ้งว่า วันนี้เราประชุมตามข้อเสนอแนะของ ศบค. ที่ ศบค.อนุญาตให้จัดการประชุมได้ ชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ จึงได้วางมาตรการว่า ส.ส.ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องอยู่ในห้องประชุมก็ได้ แต่ขอให้อยู่ในห้องทำงาน ดังนั้น ส.ส.อาจจะอยู่ในห้องต่างๆและติดตามการประชุมอยู่ ถึงคิวอภิปราย จึงค่อยเข้ามา นั่งอยู่ข้างบน ก็เห็นว่า ส.ส.ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
อุดมศักดิ์ แย้งว่า กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญ และห้องประชุมก็มีความกว้างพอ มันอยู่ที่จิตสำนึกว่าจะเข้ามาประชุมหรือไม่ ก่อนจะเป็น ส.ส.ก็อยากจะเป็น แต่พอเป็นแล้ว ก็ไม่มาประชุม จึงเหมือนลางสังหรณ์ว่าจะยุบสภา
โดยศุภชัยกล่าวว่า อย่าไปเรียกหาว่าจะยุบสภา เพื่อนหลายคนใจไม่ดี
ต่อมา พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร. ) ลุกขึ้นแจ้งว่า ขอเรียนให้ทราบว่าท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรี รับฟังอยู่ในห้อง
ขณะที่ ศุภชัย จึงสรุปว่า พัชรินทร์ ไม่มีหน้าที่ต้องชี้แจงแทนรัฐมนตรี เพราะรัฐมนตรีก็หมุนเวียนกันเข้ามาเป็นเรื่องธรรมดา กระทั่งต่อมาประธานจึงสั่งให้มีการประชุมต่อไป
‘ก้าวไกล’ ท้วงงบฯ กระบวนการยุติธรรมเน้นปรามม็อบ
ต่อมา อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงงบประมาณในส่วนของกระบวนการยุติธรรมว่าการจัดสรรงบประมาณเป็นการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันรัฐบาลมีงบประมาณในปราบปรามกับกลุ่มผู้ชุมนุมแต่กลับไม่มีเงินในการจัดซื้อกำไร EM และที่ผ่านมาตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่อยู่บ้านหลวงฟรี จนบัดนี้ทำยังไม่สามารถที่จะแก้ข้อกล่าวหาและยังไม่แสดงหลักฐานการเสียภาษีค่าน้ำค่าไฟตามที่สงสัย โดยบ้านหลวงหลังสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมถ้าท่านไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเองเสียก่อนเรือนจำจะเป็นบ้านหลวงหลังสุดท้ายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
สำหรับงบประมาณประจำปี 2565 กรมราชทัณฑ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2564 พันกว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังในราชทัณฑ์ทั่วประเทศจำนวน 310,830 คน ซึ่งเมื่อหารเฉลี่ยจากงบประมาณที่จัดสรรในแต่ละด้าน เช่น งบประมาณค่าอาหารทั้งหมดจำนวน 4,400 ล้านบาท เมื่อหารเฉลี่ยแล้วพบว่าผู้ต้องขังได้รับการจัดสรรค่าอาหารเพียงมื้อละ 13 บาท ต่อหนึ่งคน ขณะที่เด็กนักเรียนได้รับค่าอาหาร 21 บาท ต่อคนยังมีการร้องเรียนเรื่องคุณภาพของอาหาร จึงต้องสะท้อนไปยังรัฐบาลว่าอาหารมื้อละ 13 บาทจะมีคุณภาพที่ย่ำแย่ขนาดไหน
อมรัตน์ ยังกล่าวถึงงบประมาณในการก่อสร้างเรือนจำในปี 2565 ว่ายังคงเป็นแบบเดิมๆคือการก่อสร้างและปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ ไม่มีการพัฒนาและการสร้างสรรค์ใดใดทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน ภายในเรือนจำยังเป็นการใช้แรงงานทาสโดยการให้ผู้ต้องขังพับกล่อง พับถุง ทำหน้ากากผ้า รวมทั้งแพคช้อนส้อมใส่บรรจุภัณเพื่อส่งสายการบิน ซึ่งการใช้แรงงานผู้ต้องขังเหล่านี้พวกเขาได้รายงานเพียงหลักร้อยบาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วได้ค่าแรงไม่เกิน 30 บาทต่อวัน ซึ่งภายในเรือนจำถือเป็นสถานที่ปิดจึงไม่สามารถที่จะหาใบเสร็จมาเปิดเผยต่อประชาชนและสาธารณะได้ มีเพียงพยานบุคคลที่เคยเป็นผู้ต้องขังและพ้นโทษออกมาแล้วเท่านั้น จึงขอฝากไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานช่วยหาคำตอบให้กับสังคมด้วย
อมรัตน์ ยังกล่าวถึงงบประมาณในการบำบัด ปรับปรุงพฤตนิสัยของผู้ต้องขังให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม ซึ่งเมื่อมาไล่เรียงดูแล้วงบประมาณในส่วนดังกล่าวถูกจัดสรรเพียง 93 ล้านบาทต่อนักโทษ 3 แสนคน เมื่อเฉลี่ยแล้วงบประมาณปรับปรุงพฤตนิสัยของผู้ต้องขังอยู่ที่ 85 สตางค์ต่อคนซึ่งเป็นงบที่ไม่เต็มบาท และส่วนใหญ่จะเป็นโครงการประเภทให้พระสงฆ์เข้ามาเทศนาภายในเรือนจำ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปถามว่ารัฐบาลหากรัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์จำนวนถึง 2,678 ล้านบาท ให้กับกองทัพบก และกับกองทัพเรือแต่กลับไม่มีงบประมาณในการพัฒนา และสร้างโอกาสให้กับมนุษย์
โดยอัตราการทำความผิดซ้ำของผู้ต้องขังในเรือนจำอยู่ที่ 20% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติดสูงถึง 80% ดังนั้นเรือนจำไทยจึงเต็มไปด้วยคนจนที่ไม่มีทางสู้ คนที่เข้าไม่ถึงกองทุนยุติธรรม และ คนที่ไม่มีเงินจ้างทนายความเพื่อสู้คดีและท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็นแพะรับบาปจำนวนมาก
สำหรับกรมคุมประพฤติในปี 2565 ได้มีการตั้งงบประมาณอยู่ที่ 250 ล้านบาทเพื่อดำเนินการเช่ากำไร EM จำนวน 3 หมื่นเครื่อง โดยส่วนตัวสนับสนุนวิธีการดังกล่าว เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังลหุโทษ และคดีที่ยังไม่ได้ตัดสินว่าทำความผิดจำนวนหลายหมื่นคนได้ออกมาใช้ชีวิตนอกเรือนจำ
อมรัตน์เรียกร้องให้ส่องแสงไฟเปลี่ยนมุมมืดของกระบวนการยุติธรรมไทย ให้เป็นกระบวนการยุติธรรมที่พึงประสงค์หยุดข่มขู่คุกคามประชาชนถึงบ้าน ให้มีมาตรฐานในการดำเนินคดีปฏิบัติต่อทุกฝั่ง ทุกฝ่าย อย่างเสมอภาค เท่าเทียม หยุดใช้ความยุติธรรม 2 มาตรฐาน แบบที่เป็นอยู่นี้ ที่ฝ่ายหนึ่งแค่หายใจแรงแรงก็บอกว่าผิดแล้ว ถ้าไม่ผิดก็พ่อของคุณผิด ถ้าพ่อไม่ผิดปู่ของคุณก็ต้องผิด ยังไงต้องเอาผิดให้ ได้ แม้อีกฝ่ายหนึ่งแม่จะค้ายาเสพติดข้ามชาติก็ยังคว้ามาเป็นรัฐมนตรีเพราะมันคือแป้ง
‘ชลน่าน’บี้ ‘ประยุทธ์’เลือกลาออก-ยุบสภา จัดทำงบฯแบบปกติเมินโรคระบาด
เวลา 22.20 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายร่าง ว่า ได้อ่านคำแถลงของนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องบอกว่า จะไม่รับหลักการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เราไม่ไว้วางใจให้รัฐบาลทำหน้าที่บริหารงบประมาณต่อไปได้ เรามีความชัดเจนที่จะต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป อาจจะด้วยการยุบสภา หรือการลาออกก็แล้วแต่ รัฐบาลนี้ใจดำ จัดงบประมาณไม่เห็นหัวประชาชน ไม่แคร์ผู้ปฏิบัติ ไร้จิตสำนึก
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่อาจเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 ได้เพราะ 1.การจัดทำงบประมาณ ผิดทิศทาง ผิดเวลา ไม่ตอบโจทย์ปัญหา 2.เพราะผู้ใช้งบประมาณ บริหารผิดพลาด บกพร่อง ล้มเหลว ประเทศกำลังทำสงครามกับโรคระบาด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับทำงบประมาณแบบปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และบอกไม่ได้ว่าจะสู้กับโรคได้อย่างไร
ขณะที่การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ ยังผิดกฎหมาย ยกตัวอย่าง เช่น ผิด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่หนี้สาธารณะเกินกรอบของกฎหมาย 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะมีทั้งการกู้ 5 แสนล้าน และกู้อีก 7 แสนล้านเพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะเดียวกัน งบลงทุนยังน้อยกว่าการขาดดุล แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเมื่อมีเหตุผลก็สามารถทำได้ก็ตาม
“ใช้งบแล้วชิบหาย เก็บเงินก้อนนี้ไว้ให้คนที่เขามีความรู้ความสามารถมาทำดีกว่า ผมไม่ว่าคนอื่น เพราะท่านรวบอำนาจคนอื่นมาหมดแล้ว เสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เห็นได้ชัดว่าเกิดวิกฤตศรัทธา ขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเรา แสดงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจได้ว่าจะยุบสภาหรือลาออกไป”
ทั้งนี้ เมื่อสมาชิกฯ อภิปรายเป็นเวลาพอสมควรแล้ว การประชุมดำเนินมาถึงเวลา 00.05 น. วันที่ 2 มิ.ย. ประธานที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุม และนัดประชุมต่อในเวลา 09.00 น.วันที่ 2 มิ.ย. 2564
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ประยุทธ์’เลี่ยงตอบหนี้สาธารณะพุ่ง ฉวยจังหวะโชว์ใช้หนี้จำนำข้าว 7 แสนล้านต้องใช้หนี้อีก 12 ปี
- ผ่าเสียงสองขั้วโหวตงบฯปี65-งูเห่ายังว่อน-ฝ่ายค้านปลุกกระแสไล่ ‘ประยุทธ์’
- รมว.คลัง โต้ ปชป.ยันหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบ – ‘มงคลกิตติ์’ชี้ตัดงบกองทัพ 4 หมื่นล้านซื้อวัคซีนได้

