
โครงการวิจัยดนตรี นำเพลงพื้นบ้านมาเรียบเรียงและแสดงตามพื้นที่นอกพระนคร ก็มาถึงจุดสุดท้าย การแสดงดนตรีเพื่อปิดโครงการวิจัย ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 17.00-18.30 น. ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง เดิมนั้นตั้งใจจะจัดการแสดงที่บ้านหลุยส์ เลียวโนเวนส์ ได้อ่านประวัติศาสตร์ หาข้อมูลจากภาพถ่ายและกระดาษ รับข้อมูลจากคนโน้นคนนี้ ทุกคนแนะนำให้ไปที่บ้านหลุยส์ ด้วยเป็นพื้นที่สำคัญของเมืองลำปาง แต่เมื่อได้ไปสำรวจพื้นที่จริง (1 พฤศจิกายน) ต้องเปลี่ยนใจกะทันหัน เพราะว่าทางเข้าบ้านก็ลำบาก ไฟฟ้าไม่พร้อมรองรับ ห้องน้ำห้องรับแขกชำรุด อุปกรณ์เข้าไปยาก ตั้งเครนกล้องโทรทัศน์ไม่ได้ จะบินโดรน
ถ่ายทำก็มีต้นไม้บัง สาธารณูปโภคพื้นฐานไม่มี แถมยุงเยอะอีกต่างหาก สรุปแล้วสร้างความลำบากให้แก่ทุกฝ่าย
บ้านหลุยส์ เลียวโนเวนส์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ประจานคุณภาพผู้ดูแลรับผิดชอบ
ต้องย้ายไปที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก ดร.ขวัญนภา สุขคร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ที่ปรึกษา ผศ.ดร.ผดุง พรมมูล และอธิการบดี รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ได้บอกไว้ว่า “ดูแลให้ดีด้วยครับ ดร.สุกรี เจริญสุข เป็นเพื่อนที่ดีของสวนดุสิต”
เมื่อมีความพร้อมก็ทำงานง่ายขึ้น มีระบบไฟฟ้า พื้นที่สะอาด มีห้องน้ำเพียงพอ มีความสะดวกสบาย สถานที่อยู่กลางเมือง ซึ่งเคยเป็นของธนาคารชาติมาก่อน ด้วยวิสัยทัศน์ของอธิการบดี จึงซื้อพื้นที่สร้างเป็นมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง ห่างจากสถานีรถไฟลำปาง 200 เมตร เมื่อเข้าไปในอาคารสถานที่แล้วรู้สึกว่า “เจริญ” อุปกรณ์ โต๊ะเก้าอี้ มีพร้อมทุกประการ ยิ่งข้าวปลาอาหารก็ครบบริบูรณ์
การเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง ทำให้รู้สึกว่า สถาบันการศึกษาเป็นพื้นที่ของความเจริญ เป็นพื้นที่ของผู้ที่มีการศึกษา เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่นักศึกษา ได้เรียนรู้ได้สัมผัสได้ซึมซับคุณภาพชีวิตที่ดี มีการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นแบบอย่าง ตั้งแต่ร้านกาแฟ ร้านอาหาร พื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่สาธารณะสำหรับคนทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้รู้สึกว่า มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของความเจริญ
การแสดงดนตรีที่ลำปาง เริ่มต้นด้วยวงสะล้อซอซึง จากเมืองน่าน นำโดยครูอินส่วย มูลทา กล่อมนางนอน แม่หม้ายก้อม ดาดน่าน ลับแลง ปั่นฝ้าย วงออเคสตราเริ่มด้วยเพลงลาวลำปาง สร้อยลำปาง ขับไม้บัณเฑาะว์ ลาวกระทบไม้ ล่องน่าน ล่องแม่ปิง เดี่ยวสะล้อโดยเกษมศักดิ์ ดีพิชัย เงี้ยวรำลึก ลาวดวงเดือน ขับร้องโดยกมลพร หุ่นเจริญ เพลงลาวคลึง ลาวเดินดง ลาวครวญ เดี่ยวซึงโดย ผศ.ศรชัย เต็งรัตน์ล้อม
เพลงทีเด็ดที่ทุกคนเรียกร้อง ถือว่าเป็นเพลงประจำชาติลำปาง เพราะว่าคนลำปางทุกคนจะร้องได้ คือ หนุ่มลำปางตามเมีย จากทำนองเพลงดาดน่าน ขับร้องและสีสะล้อโดยครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง
วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 เวลา 17.00-18.30 น. แสดงที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ดนตรีไหว้สาบูรพาจารย์ ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อวัดเจดีย์หลวง องค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ เพื่อเป็นนิมิตเปิดเมืองเชียงใหม่ ได้ความร่วมมือจากศิลปินและปราชญ์เชียงใหม่ อาทิ ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ บฤงคพ วรอุไร ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิธนาธง และวงลายเมือง
ผศ.ประสิทธิ์ เลียวสิริพงศ์ ฤาษีแห่งเมืองเหนือ ได้ให้ความรู้เรื่องวัดเจดีย์หลวงว่า เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญมากวัดหนึ่งของเชียงใหม่ ผู้สร้างวัดคือพญาแสนเมืองมา เจ้าเมืองเชียงใหม่ ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1928-1945) สร้างเพื่ออุทิศกุศลให้พระบิดาซึ่งขอให้สร้างเจดีย์ที่สูงพอจะมองเห็นจากระยะไกล 2,000 วา (4 กิโลเมตร) พญาแสนเมืองมา สร้างวัดยังไม่เสร็จก็สิ้นพระชนม์ พระชายาจึงได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ในอีก 5 ปีต่อมา
การบูรณะครั้งแรกโดยพญาติโลกราช (พ.ศ.1984-2030) ได้ขยายฐานเจดีย์ให้กว้างกว่าเดิม เป็นด้านละ 30 วา ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ครั้งที่สองได้บูรณะในสมัยพญาเมืองแก้ว ใช้เงินและทองคำหุ้มองค์พระเจดีย์เพิ่มมากขึ้น องค์พระเจดีย์จึงดูสวยงามมีประกายโชติช่วง สมชื่อที่ว่าวัดโชติการาม มีความสูง 40 วา สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลกว่า 2,000 วา
พ.ศ.2088 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เจดีย์วัดโชติการามพังทลายลง วัดได้กลายเป็นวัดร้าง ข้ามยุคสมัยมาเกือบสี่ศตวรรษ ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2423 เจ้าอินทวิชยานนท์ ได้สร้างวิหารใหม่แทนหลังเดิมที่ชำรุดผุพังไปมากแล้ว ต่อมา พ.ศ.2471 พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเมืององค์สุดท้าย ได้บูรณะเพิ่มเติมให้เป็นวัดที่มีทุกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนใช้เวลา 10 ปี เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เป็นวัดเจดีย์หลวง ตามที่ชาวเชียงใหม่เรียกติดปากกันมา
ก่อนการบูรณะจะเสร็จ วัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติตามราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 0ง วันที่ 8 มีนาคม 2478 ในการบูรณะครั้งล่าสุด ได้ทำตามหลักวิชาการด้านโบราณคดี โดยกรมศิลปากร ระหว่างปี พ.ศ.2533-2535 ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท
วัดเจดีย์หลวงกับเจดีย์ที่สร้างขึ้น โดยมีศรัทธาความเชื่ออย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน คือ ความเชื่อในอานิสงส์ของการอุทิศกุศลให้แก่บุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว ตามคตินิยมของชาวพุทธ ส่วนบุญกุศลจะได้มากน้อยมักจะมีความสัมพันธ์กับความยิ่งใหญ่อลังการของทานวัตถุทั้งหลายที่สร้างขึ้นด้วย
ความเชื่อประการที่สองนั้น คนไทยยวนได้รับมาจากชาวลัวะ ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นเดิมของเมืองเชียงใหม่และปริมณฑลตามหลักจักรวาลวิทยา ชุมชนไม่ว่าขนาดใดจะเป็นเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ ดังนั้น ชุมชนของชาวลัวะจึงมีเสาอยู่ที่ศูนย์กลางของชุมชน ทำหน้าที่เป็นเสาหลักเมืองที่เรียกว่า ใจบ้าน หรือใจเมือง
การสร้างเมืองเชียงใหม่ก็มีเสาหลักเมืองมาแต่แรก ณ บริเวณกลางเมืองเดิมที่วัดสะดือเมือง ปัจจุบันอยู่ถัดจากศาลากลางเก่าไปทางด้านใต้ เสาหลักเมืองเชียงใหม่มีชื่อเรียกว่า เสาอินทขิล
การย้ายเสาอินทขิลจากที่เดิมมาไว้ใกล้กำแพงวัดเจดีย์หลวง ทางด้านทิศตะวันออกของวัด ในต้นยุครัตนโกสินทร์ ทำให้วัดเจดีย์หลวงนี้เป็นสถานที่สำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย ในแต่ละปีจะมีพิธีบูชาเสาอินทขิล ตั้งแต่ปลายเดือนแปดถึงต้นเดือนเก้า (ปฏิทินจันทรคติล้านนาเร็วกว่าปฏิทินภาคกลางสองเดือน) ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” เรียกพิธีบูชาเสาอินทขิลว่า “ใส่ขันดอก”
การนำวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา ด้วยการสนับสนุนขององค์การบริหารจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่ และความกรุณาของหลวงพ่อวัดเจดีย์หลวง เพื่อเป็นนิมิตเปิดเมืองเชียงใหม่
ความจริงหลวงพ่อท่านได้ถามว่า วงดนตรีทำไมต้องเล่นในวัดด้วย ได้กราบเรียนท่านไปว่า ดนตรีมีบทบาทสำคัญในส่วนพิธีกรรม เป็นดนตรีที่สูงกว่าสะดือ ดนตรีจำพวกนี้ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจเมือง แต่เนื่องจากในสังคมไทย ดนตรีที่มีบทบาทส่วนใหญ่มีคุณสมบัติที่ต่ำกว่าสะดือ มีไว้เพื่อความบันเทิงเป็นสรณะ จึงถูกมองว่า ดนตรีเป็นข้าศึกแห่งกุศล คนดนตรีตายไปแล้วต้องตกนรกชั้นโลหกุมพี ต้องเวียนว่ายตายเกิดชั่วพุทธันดร
รายการเริ่มจากไหว้ครูด้วยซอเชียงใหม่โดยวงลายเมือง วงไทยซิมโฟนีออเคสตราต่อด้วยชุมนุมเพลงภาคเหนือ หมู่เฮาจาวเหนือ ระบำชาวเขา กุหลาบเชียงใหม่-สร้อยเวียงพิงค์ ลาวดวงเดือน ขับร้องโดยกมลพร หุ่นเจริญ คางคกปากสระ ลาวจ้อย ลาวสมเด็จ ลาวดวงดอกไม้ ลาวดำเนินทราย ลาวเจริญศรี และเพลงแถม ทำนองเพลงดาดน่าน หนุ่มลำปางตามเมีย ขับร้องและสีสะล้อโดยครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง
การแสดงของวงไทยซิมโฟนีออเคสตราที่ลำปางและเชียงใหม่ เป็นการเสนอผลงานการวิจัยเรื่องดนตรีพื้นบ้านเพื่อนำมาสร้างเป็นนวัตกรรมดนตรีรับใช้สังคมใหม่ อย่างน้อยก็เพื่อถ่วงดุลการนำเข้าศิลปินนานาชาติซึ่งสังคมไทยที่หลงใหลและชื่นชมความเป็นอื่น “ตามเขาว่าเก่ง ทำเองว่าโง่” การซื้อความสำเร็จจากที่อื่นมายื่นให้คนไทย ที่ตัดขาดจากรากเหง้าของสังคม แล้วต้องการจะบอกโลกว่าเราเจริญ ในขณะที่ศิลปินไทยและคนไทยทั้งหลาย “กำลังอดอยากปากแห้ง”
ดนตรีไหว้สาบูรพาจารย์ เป็นความบันเทิงที่ร่ำไห้เชิงพิธีกรรม โดยใช้ดนตรีหล่อเลี้ยงและห่อหุ้มจิตใจ ให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความรู้สึกของสังคม “ฟังแล้วขนลุก” เพื่อเตือนสติผู้นำให้ทำในสิ่งที่เข้าใจวิถีชีวิตผู้คน และไม่ควรจะย่ำยีจิตใจคนไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็เป็นการสิ้นสุดโครงการวิจัย ด้วยการนำเสนอมหรสพทางวิญญาณสำหรับทุกคน
สุกรี เจริญสุข

