ก่อนที่คดีบุกรุกพื้นที่ป่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะหมดอายุความ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่ง กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อตามจับกุมนายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ “โกทร” นายก อบจ.ปราจีนบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล แถลงข่าวเรียกร้องให้มีการปรับ ครม. หลังรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล 2 คน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด กรณีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ พรรคภูมิใจไทย และนายสุทร วิลาวัลย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี บิดา บุกรุก พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กรณีนายสุนทรคดีจะหมด อายุความลงวันที่ 13 มิ.ย. และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย พรรคประชาธิปัตย์ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณ 50 ล้านบาท แก่เอกชน เพื่อเป็นค่าซ่อมรถบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน เมื่อคราว เป็นนายก อบจ.สงขลา แม้ทั้งสองกรณียังไม่มีคำสั่งศาล ให้พ้นจากหน้าที่ แต่นายกฯควรตระหนักในสิ่งที่ให้ สัญญาไว้กับประชาชน ว่าจะปราบปรามการทุจริต
บี้ต่อมจริยธรรม “บิ๊กตู่” ทำงาน
นายกรุณพลกล่าวว่า การยอมให้มีรัฐมนตรีที่มีความบกพร่องมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญ ให้คุณให้โทษได้ ย่อมไม่เป็นผลดี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและหลักธรรมาภิบาล หวังว่านายกฯจะธำรงไว้ ซึ่งธรรมาภิบาล ความถูกต้อง ไม่อุ้มชูบุคลากรที่มีปัญหา เพียงเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อขาเก้าอี้ตัวเอง หรือเสถียรภาพรัฐบาลที่สำคัญคดีความบุกรุกอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่จะหมดอายุความแล้ว ทำให้กังวลว่าจะเกิดการปล่อยปะละเลยจนขาดอายุความหรือไม่ เพราะขนาดน้องๆนักเคลื่อนไหวที่คดีความเบาบาง ตำรวจยังสามารถตามไปอุ้มถึงทุกที่ได้ แต่กรณีเอาทรัพยากรประเทศมาเป็นของตัวเองกลับปล่อยจนใกล้จะหมด อายุความ อย่าทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ถูกตั้งคำถามไปมากกว่านี้
ซัดคดีผู้มีอำนาจมักขาดอายุ
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “คดีพ่อรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยบุกรุกป่า ขาดอายุความจริงหรือ?” ป.ป.ช.แถลงว่า ถ้าวันที่ 13 มิ.ย. ตำรวจไม่สามารถจับ นักการเมืองที่เป็นพ่อของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยมาส่งศาลได้ คดีจะขาดอายุความ เพราะเกิน 20 ปี นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอย่างนั้นจริงหรือ? ตั้งข้อสังเกตดังนี้ 1.คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 มีโทษจำคุกตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้ตัวมาภายใน 20 ปี นับแต่วันกระทำความผิดคดีขาดอายุ เมืองไทยคดีที่บุคคลสำคัญกระทำผิด และเป็นบุคคลอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจรัฐ คดีขาดอายุความบ่อย เห็นๆกันอยู่ ไม่ว่าคดีทายาทกระทิงแดง คดีบุกรุกการประชุมอาเซียนที่พัทยา ก็ปล่อยให้ขาดอายุความ 2.คดีประชาชนทั่วไป หรือคนจนไม่มีอำนาจรัฐ มักไม่ขาด อายุความ จนประชาชนไม่ไว้วางใจกระบวนการยุติธรรม เหมือนคำกล่าวว่า “คุกตะรางเอาไว้ขังหมากับคนจน”
ยุฝ่ายค้านซักฟอกนายกฯปมนี้
นายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า 3.คดีตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 151 อาจขาดอายุความจริง แต่หากผู้กระทำผิดยังคงบุกรุก หรือยังครอบครองที่ป่า มันเป็น ความผิดต่อเนื่องมิใช่หรือ มันเป็นความผิดอยู่ตลอดเวลาที่ยังบุกรุกที่รัฐอยู่มิใช่หรือ ทบทวนการแจ้งข้อหา และทบทวนเรื่องอายุความหน่อยเถอะพ่อคุณ 4.คงไม่ต้องแนะนำผู้มีอำนาจรัฐ ว่าพรุ่งนี้ให้ไปแจ้งข้อหา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาตินะ ตราบใดที่ยังครอบครองที่ป่าอยู่คดีมันก็ยังไม่ขาดอายุความ เพราะเป็นความผิดต่อเนื่อง อย่าหาว่าสอนศีลให้สังฆราช ใครมีหน้าที่ ก็ทำเสียเถอะ ก่อนที่กระบวนการยุติธรรมมันจะพังทลาย ในมือผู้มีอำนาจ 5.ถ้าพรุ่งนี้ตำรวจยังจับผู้กระทำผิด ไม่ได้ จนคดีขาดอายุความ วอนฝ่ายค้านช่วยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ที่กำกับดูแล สตช. เว้นแต่ฝ่ายค้าน อยากกินกล้วย เป็นมวยล้มต้มคนดู ก็คอยดูกันไป นี่อภิปรายไม่ไว้วางใจนำร่องให้แล้วนะ

บช.ก.ปูพรมค้น 5 จุด ล่า “โกทร”
วันเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.), ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เพื่อตามจับกุมนายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ “โกทร” นายก อบจ.ปราจีนบุรี ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ที่ จ.33/2565 ลงวันที่ 9 มิ.ย.2565 ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ รักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หลังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี กว่า 150 ไร่ ที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีอยู่ในขณะนี้ เป้าหมายสำคัญในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ อยู่ที่บ้านเลขที่ 21/1 ถนนวัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี บ้านนางกนกวรรณ บุตรสาว, บ้านเลขที่ 43 ถนนวัดโรมันอุทิศ ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี สำนักงาน ของนายสุนทร, โรงแรมบางปะกง เลขที่ 41 อ.เมืองปราจีนบุรี และบ้านนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในพื้นที่ จากการเข้าตรวจค้นยังไม่พบตัวนายสุนทร คาดว่าไหวตัวหลบหนีออกจากพื้นที่ไปได้
ไร้เงาไหวตัวทันชิงหลบหนี
สำหรับบ้านพักนักการเมืองท้องถิ่นที่เป็น 1 ใน 5 เป้าหมาย ที่ตำรวจสอบสวนกลางเข้าตรวจค้น คือบ้านนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือชื่อเดิมนายเต็มพงษ์ ฤทธิ์เดช หรือ สจ.โต้ง อายุ 46 ปี ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เคยมีส่วนเกี่ยวกับคดีอุกฉกรรจ์ในอดีตหลายคดี แนวทางสืบสวนพบในอดีตนายสุนทร และนายชัยเมศร์เคยคบหาสนิทสนมกัน รวมถึงตัวของนายชัยเมศร์ถือเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่ รู้จักกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอื่นๆอีกหลายเครือข่าย จากการสอบถามบุคคลใกล้ชิด ส่วนใหญ่ให้การอ้างว่า ไม่ได้พบเห็นหรือติดต่อกับนายสุนทรมานานกว่า 1 สัปดาห์ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อยังคงกระจายกำลังลงพื้นที่ไล่สืบหาเบาะแสเพื่อแกะรอยติดตามตัวให้ได้ ก่อนคดีดังจะหมดอายุความลงวันที่ 13 มิ.ย.
ชุดปราบรุกป่าชี้ต้องแยกคดี
พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการศูนย์การประสานการปฏิบัติ (ศปป.) ที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะชุดจับกุมดำเนินคดีนายสุนทร และนางกนกวรรณ กับพวก กรณีบุกรุกพื้นที่อุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่ เขต จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า คดีนายสุนทรและนางกนกวรรณ ต้องแยกเป็น 2 คดี คดีแรกคือคดีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เกิดขึ้นในปี 2545 ป.ป.ช. รับไปดำเนินการ และไปย้อนดูว่าโฉนดออกปีไหน ปรากฏว่าออกในปี 2545 มีนายสุนทร และนางกนกวรรณนำชี้ และมีเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวม 10 คน ร่วมออกเอกสารสิทธิ ถือว่ามีความผิดทั้งหมด คดีนี้จะหมดอายุความในวันที่ 13 มิ.ย. เฉพาะในส่วนคดีของนายสุนทร แต่ของนางกนกวรรณจะหมดอายุความในเดือน ก.ค. 2565 เพราะเป็นเอกสารสิทธิคนละฉบับ ถ้าไม่สามารถนำตัวนายสุนทรมาส่งฟ้องได้ คดีจะขาดอายุความจริง
เย้ย “สุนทร” ต้องหนีไปอีก 20 ปี
พ.อ.พงษ์เพชรกล่าวว่า อย่างไรก็ตามนายสุนทรยังมีคดีบุกรุกป่าอีก 1 คดี ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุมในปี 2560 และ 2563 ถ้านายสุนทรจะหนีก็ต้องหนีอีกเกือบ 20 ปี เช่นเดียวกับนางกนกวรรณ ที่โดนคดีบุกรุกป่าเหมือนกัน “คดีบุกรุกป่านี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับนายสุนทร และนางกนกวรรณ ในข้อหาบุกรุกอุทยานฯเขาใหญ่ ทั้ง 2 คนเอาโฉนดมาแสดง แต่เป็นโฉนดที่ออกโดยมิชอบ แถมยังบุกรุกเพิ่มด้วย จึงโดนข้อหาบุกรุกป่า ดังนั้น ต้องแยกเป็น 2 คดี นายสุนทร และนางกนกวรรณไม่พ้นผิดในคดีการบุกรุกป่าและออกโฉนดโดยมิชอบอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องกลัวแม้คดีนายสุนทรจะหมดอายุความในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ยังมีคดีบุกรุกป่าอีก 1 คดีรออยู่ จะครบอายุความในปี 2583 ถ้านายสุนทรหนีต้องหนีให้รอด
ยกเคส “เอ๋ ปารีณา” เทียบเคียง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องคดีอาญา อาจเป็นการตีความโดยนับจากวันออกโฉนด หรือตามโทษในทางอาญา นับจากวันที่เจตนาทำความผิด หรือเริ่มต้นจากการกระทำความผิด ตาม ป.วิอาญามาตรา 95 ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาจากการดำเนินคดีการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ กรณีบุกรุกพื้นที่ป่า ที่กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ จับกุมดำเนินคดีมานับพันนับหมื่นคดี เช่น กรณีบุกรุกพื้นที่อุทยานฯทับลาน การบุกรุกออกโฉนดในพื้นที่อุทยานฯสิรินาถ จ.ภูเก็ต หรือกรณีบุกรุกพื้นที่ป่าของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องหลุดจากตำแหน่ง ส.ส. ก็ครอบครองพื้นที่มายาวนานตั้งแต่รุ่นบิดา ไม่ได้นับจากวันที่เข้ายึดถือครอบครองพื้นที่ คดีความจะเริ่มนับจากวันที่เจ้าหน้าที่พบเห็นการกระทำความผิด การบุกรุกออกโฉนดเป็นการกระทำความผิดที่ซ่อนเร้น เจ้าหน้าที่อาจไม่ทราบเหตุมาก่อน จะไปนับวันที่ออกโฉนดไม่ได้ ต้องนับอายุความกันตอนจับกุมดำเนินคดี โทษติดคุกของนายสุนทรอาจหมดไป หากไม่สามารถนำตัวมาส่งฟ้องได้ทันวันที่ 13 มิ.ย. แต่ความผิดในทางแพ่งและการเอาพื้นที่ป่าคืนยังมีอยู่ เพราะพื้นที่ของรัฐไม่มีการครอบครองปฏิปักษ์ สามารถยึดคืนพื้นที่ได้ตลอดเวลา

“ชลน่าน” ไม่ห่วงข้อมูลรั่วไหล
วันเดียวกัน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีการติดต่อขอเอาชื่อรัฐมนตรีออกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าไม่มี ระดับตนไม่มี ส่วนคนอื่นไม่ทราบ เราทำงานกันเป็นทีมไม่ใช่คนใดคนนึงตัดสิน ตอนนี้มีแต่คนจะเพิ่มชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย ส่วนข้อมูลการอภิปรายอยู่ที่ผู้อภิปราย เราไม่ห่วงเรื่องการล้วงข้อมูล ถ้าตัวผู้อภิปรายไม่ปล่อยเองก็ไม่มีใครปล่อย เมื่อถามว่าจะเพิ่มรายชื่อนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เข้าไปด้วยหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า หลักการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ถ้าอะไรที่อยู่ในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายแล้ว เราจะไม่ก้าวล่วงกัน แต่สามารถนำข้อมูลไปอภิปรายตัวคนที่กำกับดูแลได้ ฐานปล่อยปละละเลยและไม่ดำเนินการอะไร
ขึงพืด 5 รมต. จ่อโชว์ใบเสร็จ
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การพิจารณาวางตัวผู้อภิปราย พรรคฝ่ายค้านเห็นในทิศทางเดียวกันว่าไม่อยากวางตัวผู้อภิปรายหลายคน พรรคเพื่อไทยวางตัวผู้อภิปราย 1-2 คนต่อรัฐมนตรีหนึ่งคน และครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายมากถึง 10 คน คาดว่าต้องใช้เวลาไม่เกิน 4 วัน ถ้ามากกว่านี้จะเนือย หากไม่เจ๋งจริงคนอาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ ครั้งนี้เราเน้นหลักฐาน เป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน มีรัฐมนตรีอย่างน้อย 5 คนที่มีใบเสร็จแน่ๆ ย้ำว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และยื่นเอาผิดมาตรฐานจริยธรรมตามไปด้วย จะนัดประชุมอีกครั้งวันที่ 14 มิ.ย. เพื่อสรุปประเด็นการอภิปรายว่าซ้ำกันหรือไม่
เพื่อไทยดองงูเห่ายังไม่รีบขับ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมพรรค เชิญ ส.ส.ที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรคทั้ง 7 คน ที่โหวตสวนมติพรรครับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 มาชี้แจงครั้งแรกวันที่ 13 มิ.ย. แต่จะไม่เร่งกระบวนการสอบสวนและจะไม่นำเรื่องการไม่โหวตตามมติพรรคมาเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหา เนื่องจากรัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์ ส.ส. เหตุที่ไม่เร่งดำเนินการเพราะจะเข้าทาง ส.ส.กลุ่มนี้ที่ต้องการย้ายออกจะใช้วิธีทยอยเรียกมาชี้แจงให้ยาวนานที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่ม ส.ส.ดังกล่าวหาพรรคสังกัดใหม่ได้ทันเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ยอมรับว่าหวั่นใจการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจมี ส.ส.ที่ยังไม่เคยแสดงตัว แต่มีสัญญาใจกับพรรคอื่นจะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติพรรคมากขึ้น ส.ส.ที่คิดจะย้ายพรรค คงกล้าแสดงตัวเปิดเผยเจตจำนงมากขึ้น
“จักรพรรดิ” โอดถูกกาหัวต้องไป
นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย 1 ใน 7 ส.ส.งูเห่า กล่าวว่า ยอมรับได้หมดกับกระบวนการของพรรค หากได้รับเชิญจะไปชี้แจง แต่ถ้ากระบวนการบริหารพรรคยังเป็นอย่างนี้ บริหารแบบ Top Down หรือมองจากบนลงมาล่าง ส.ส.ไม่สามารถสะท้อนความเห็นอะไรได้ ทำให้ ส.ส.หลายคนเริ่มอึดอัด ถ้าจะยื้อขับออกจากพรรคก็ไม่เป็นไร ยืนยันการโหวตครั้งต่อไปจะไม่ดูมติพรรค จะใช้เอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส. เมื่อพรรคไม่เห็นเราไม่เอาเราแล้ว วันนี้ถือว่าเป็นอิสระจะไม่ไปลงชื่อในญัตติอภิปราย การเลือกตั้งครั้งหน้าคงไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เพราะยุคพ่อของตน พ่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายชัย ชิดชอบ บิดานายเนวิน ชิดชอบ คุ้นเคยรักใคร่กันดีจนมาถึงรุ่นลูก ขอไปอยู่กับพรรคที่รู้สึกสบายใจดีกว่า ทั้งนี้ยอมรับว่ากระแสเพื่อไทยยังดีอยู่ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ เชื่อว่าชาวบ้านจะมองที่ผลงานตัวบุคคลมากกว่า

“เผ่าภูมิ” หนักใจเศรษฐกิจหืดจับ
ที่พรรคเพื่อไทย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 กล่าวว่า สัปดาห์แรกจบไปในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจ และกระทรวงการคลัง รวมถึงธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ พบสิ่งที่น่าหนักใจ 6 ประเด็น คือ 1.หนี้บนพรมพรึ่บ หนี้ใต้พรมเพียบ 2.ค่าดอกเบี้ยพุ่ง 3.ประเมินเศรษฐกิจฝันหวาน ภาพที่เห็นหน่วยงานที่มาชี้แจงเสนอภาพที่เต็มด้วยความหวัง 4.จัดเก็บรายได้พลาด กรมสรรพสามิตเก็บภาษีพลาดเป้าทุกเดือนติดต่อกัน 5.ธนาคารรัฐวางบทบาทผิด บางแห่งมุ่งสร้างกำไร แต่พันธกิจหลักกลับไม่ได้ทำ และ 6.การคลังชนเพดาน การเงินโดนกดดัน ซ้ำยังตั้งงบขาดดุลเกือบเต็มเพดาน เพื่อให้มีเงินมาใช้จ่าย จนเรียกได้ว่าการคลังชนเพดาน ส่วนนโยบายการเงินก็ถูกกดดันจาก ปัจจัยต่างประเทศ อาจต้องฝืนขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งที่ประเทศไม่มีความพร้อมเลย
ซัดรัฐบาลไร้ยุทธศาสตร์แก้จน
น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติ เรากังวลแนวทางของรัฐบาลจะนำไปสู่ความล่มสลายของประเทศ เสนอแนวทางแก้ไขไปหลายครั้งแต่รัฐบาลไม่รับฟัง และไม่มียุทธศาสตร์ เราปลูกเงินจากดินได้ เพราะประเทศเรามีเกษตรกรรมที่แข็งแรง รัฐบาลต้องสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ จะทำให้รัฐบาลสามารถแก้วิกฤติให้เป็นโอกาสได้ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความยากจนตลอด 8 ปี รัฐบาลกลับทำให้คนยิ่งจนลง แม้เพื่อไทยจะถูกโกงอำนาจจากการเลือกตั้งปี 2562 ไป แต่เรายินดีให้รัฐบาลนำนโยบายแนวความคิดของเราไปใช้ เพื่อประโยชน์ประชาชน แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย ทำให้เรากังวลใจอย่างมาก
ฉะถลุงงบกลางตรวจสอบยาก
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากการรับฟังเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังที่เข้าชี้แจงต่อ กมธ.งบฯแล้ว มีข้อกังวลเรื่องการจัดงบฯกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ที่ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะงบฯในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ จาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 3.5 หมื่นล้านบาท แต่กำลังจะขยายกรอบผู้รับสวัสดิการจาก 13.36 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่มาชี้แจงระบุว่าหากงบฯไม่พอจริงต้องนำงบกลางมาจัดสรร พรรคก้าวไกลตั้งคำถามว่าเมื่อรู้อยู่แล้วต้องใช้งบเท่าไหร่ เหตุใดจึงไม่จัดสรรให้เพียงพอแต่แรก แต่กลับไปหวังนำงบกลางที่ต้องใช้เมื่อยามจำเป็นฉุกเฉิน และตรวจสอบได้ยากหรือไม่ได้เลย มาใช้แทน อีกข้อกังวลคือการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส มีการสุ่มตรวจผู้ถือบัตรมีการใช้บัตรของผู้เสียชีวิตไปแล้ว
ศท.ย้ำคำเดิมฟังฝ่ายค้านก่อน
นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย กล่าวถึงทิศทางการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เหมือนเดิมขอฟังข้อมูลของฝ่ายค้านก่อน ทั้งนี้ฝ่ายค้านไม่ได้มาพูดคุยหรือติดต่อมา เรายืนยันชัดเจนว่าต้องฟังการอภิปรายและดูข้อมูลก่อนว่าฝ่ายค้านเด็ดจริงหรือไม่ แล้วเราค่อยมาตัดสินใจ เพราะตรงนี้เป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.อยู่แล้ว หากจะมาพูดตอนนี้ว่าเราจะทำอะไรก่อนที่เราจะรู้ จะมีเป้าหมายเกินไป ไม่ถูกต้อง ใช้อารมณ์ในการตัดสินเกินไป หากรัฐมนตรีคนใดที่เราคิดว่าไม่ถูกต้องหรือผิด อาจต้องคุยกัน เราก็เอาตามความถูกผิด เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก
พปชร.ฟุ้งโค่นรัฐบาลไม่ได้
นายรงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.นครศรีธรรมราช กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “ยุทธการเด็ดหัว สอยนั่งร้าน” ของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นแค่วาทกรรมโหมโรง ใช้เรียกน้ำย่อยแม่ยกหรือโหวตเตอร์ เหมือนตัดได้แค่กิ่งต้นไม้ตัดทิ้งทั้งต้นไม่ได้ เชื่อว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่ถึงขั้นจะล้มรัฐบาลได้ เพราะไม่เห็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการทุจริต หรือการบริหารนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพ เชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีวุฒิภาวะที่จะแยกแยะคงไม่ตอกลิ่มความแตกแยก เนื่องจากช่วงนี้ถือเป็นการฟื้นฟูประเทศที่จะต้องร่วมมือกันก่อน และมั่นใจว่านายกฯยังเชื่อมั่นในทีมรัฐมนตรีที่ทำงานมาด้วยกัน คงไม่ตัดสินใจอะไรตามที่หลายฝ่าย คาดเดา

2 ป. ยังปึ้ก “ลุงป้อม” นำทัพต่อ
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมพร้อมรับ เลือกตั้งใหญ่ว่า มีการแบ่งให้แกนนำแต่ละภาคดูแลเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง ขณะนี้เสถียรภาพของพรรคดีมาก ทุกฝ่ายเป็นเอกภาพ แบ่งหน้าที่กันเรียบร้อย ไม่มีความขัดแย้งกัน เชื่อว่าจะดำเนินการได้ตามเป้าหมายอย่างที่หัวหน้าพรรคตั้งใจไว้ ทั้งหมดหัวหน้าพรรคกำกับดูแล เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะยังเป็นผู้นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ตอบว่า แน่นอนต้องเป็น พล.อ. ประวิตรอยู่แล้ว ในฐานะหัวหน้าพรรค และเป็นเสาหลักศูนย์รวมจิตใจ ส.ส.ทุกคน สิ่งนี้คือจุดแข็งของพรรค ผู้นำต้องมีบารมีพอที่จะควบคุมให้พรรคเดินหน้าได้ เรียกว่า พล.อ.ประวิตรเป็นผู้เหมาะสมที่สุด มั่นใจว่า เลือกตั้งครั้งหน้าเรายังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และความเห็นส่วนตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคแน่นอน ยืนยัน พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตรเป็นหนึ่งเดียว ทำให้พลังประชารัฐมีเอกภาพ มีความมั่นคง
เลือกนายกพัทยาใหม่หงอย
วันเดียวกันที่ จ.ชลบุรี ตามที่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาสูญหายจนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้มีการออกเสียงลงคะแนนในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 2 โรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ) และเขตเลือกตั้งที่ 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 20 โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. วันที่ 12 มิ.ย. บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิไม่คึกคักมากเท่าที่ควร โดยตลอดทั้งวันที่ผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ หลังการปิดหีบ ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ มีคะแนนทิ้งขาดคู่แข่งรายอื่น
“ธรรมนัส” ช่วย “วัฒนา” หาเสียง
ช่วงเย็นที่ จ.ลำปาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย พร้อมกรรมการบริหาร และ ส.ส.พรรค ได้แก่ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ นายจีระเดช ศรีวิราช และทีมงาน ลงพื้นที่ตลาดสดศาลาดงลาน หมู่ที่ 1 ต.ศาลา อ.เกาะคา ช่วยนายวัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 4 พรรคเศรษฐกิจไทย หาเสียง มีการเดินพบปะประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ขอคะแนนเสียง ได้รับความสนใจจากประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า ร.อ.ธรรมนัสยังจุดธูปและนำพวงมาลัยดอกดาวเรือง สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาดสดศาลาดงลาน กล่าวทักทายพ่อค้า แม่ค้า สอบถามบรรยากาศการจับจ่ายสินค้ากับประชาชนอย่างเป็นกันเอง จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พร้อมนายวัฒนาขึ้นรถแห่หาเสียงรอบเขต อ.เกาะคา ปราศรัยนโยบายพรรค ขอคะแนน เสียงให้นายวัฒนากลับเข้าทำหน้าที่ในสภา
เร่งดำเนินคดีม็อบป่วนดินแดง
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ สน.ดินแดง พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น. เรียกประชุมชุดพนักงานสอบสวน มี พ.ต.อ.ทินกร สมวันดี รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.วัชรพล สุวนันทวงศ์ ผกก.สน.ดินแดง และ พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทองแพ ผกก. (สอบสวน) สส.บช.น. เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อความไม่สงบ จุดประทัด ปาขวดแก้ว เผารถสายตรวจ สน.ดินแดง ทำให้ทรัพย์สินทางราชการได้รับความเสียหาย จากการจัดกิจกรรม “เดินไล่ตู่” เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เพื่อแสดงออกถึงการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ คฝ. ต้องนำรถจีโน่และยิงแก๊สน้ำตาสลายกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว พล.ต.ต.ไตรรงค์กล่าวว่า มีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 1 ราย พร้อมกับของกลางในการก่อเหตุบางส่วน ผู้ต้องหามีอายุกว่า 18 ปี จากการที่รถตำรวจถูกเผา อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหามาดำเนินคดี ฝากเตือนประชาชนที่ร่วมชุมนุมว่าต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย
พท.ห่วง จนท.ใช้ความรุนแรง
น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรากังวลใจจากการชุมนุมของประชาชน แต่กลับปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธรุนแรงปราบปรามประชาชน จึงเกิดคำถามว่าได้ดำเนินการตามหลักสากลหรือไม่ ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างดีที่สุด เพราะประชาชนเหล่านี้เพียงต้องการแสดงออกทางการเมือง ที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงถึงเครื่องมือที่ใช้กับประชาชนว่ารุนแรงระดับใด เพราะสร้างความไม่สบายใจให้พรรคเพื่อไทย และประชาชนทั่วไป
ตำรวจตรึงสามเหลี่ยมดินแดง
ที่บริเวณแยกใต้ด่วนดินแดง พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า วันนี้จะมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองประมาณ 7 จุดทั่วกรุงเทพ แต่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดเหตุความไม่สงบขึ้น ตำรวจได้ติดตามอย่างใกล้ชิด จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง ถ้าออกมาแล้วมั่นใจว่าไม่ผิดกฎหมาย ไม่กระทบสิทธิของคนอื่น เชื่อแบบนั้นก็ทำไป แต่ถ้าฝ่าฝืนกฎหมาย หรือมีความสุ่มเสี่ยง เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความสงบ
ก่อนหน้านี้ช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรืออีโอดี ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง พบลูกบอลประทัด 9 ลูก พร้อมไฟแช็ก และลูกแก้วยิงหนังสติ๊กจำนวนหนึ่ง ใต้ถุนอาคารแห่งหนึ่งใกล้สามเหลี่ยมดินแดง เก็บ รวบรวมส่งตรวจสอบหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม จัดอาหาร อาทิ ข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยว และของหวาน เป็นกำลังใจให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบ
ทะลุแก๊สรวมตัวใต้ด่วนดินแดง
ต่อมา เวลา 18.00 น. ที่บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง กลุ่มทะลุแก๊ส เริ่มรวมตัวกันกว่า 30 คน พร้อม ชูธงสีดำแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ใกล้กับบริเวณที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (อคฝ.) ยืนตรึงกำลังอยู่ มีการยั่วยุตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่อยู่เป็นระยะ แต่ยัง ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สถานการณ์ทั่วไปยังปกติ
ปะทะกันหอมปากหอมคอ
กระทั่งเวลา 20.10 น. ที่บริเวณใกล้แยกใต้ทางด่วนดินแดง เกิดเสียงดังคล้ายประทัดยักษ์ดังขึ้นเป็นระยะ ตามมาด้วยเสียงพลุหลายครั้งจากกลุ่มทะลุแก๊ส เจ้าหน้าที่ต้องตั้งแนวรับบนถนนใช้โล่กำบัง ประทัดที่กลุ่มทะลุแก๊สขว้างใส่ โดยไม่ได้มีการตอบโต้กลับ ต่อมากลุ่มทะลุแก๊สเดินไปหาเจ้าหน้าที่มีการปะทะกันเล็กน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่ถอยไปอยู่บนฟุตปาท ทั้งนี้ มีรายงานว่าตำรวจ อคฝ.ถูกก้อนหินขว้างใส่ ที่น่องข้างขวาบาดเจ็บ 2 ราย มีรอยแดงฟกช้ำ ก่อนจะพยุง เข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้น จากนั้นสถานการณ์จึงสงบ

