วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2026
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ติดต่อเรา
  • แผนผังเว็บไซท์
  • Login
น่าน
  • น่าน
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
  • น่าน
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
น่าน
No Result
View All Result
Home ข่าว

จากบ้านป่าถึงคาเฟ่ : อนาคตเกษตรกรที่สูง

น่าน by น่าน
4 ปี ago
in ข่าว
Reading Time: 1min read
158
0
100
SHARES
199
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterSent to LINE friend

จากบ้านป่าถึงคาเฟ่ : อนาคตเกษตรกรที่สูง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากาแฟเป็นธุรกิจเนื้อหอมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลงทุนในเมือง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ดูดี ทันสมัย และสร้างรายได้สูง เมื่อพิจารณาว่ากาแฟในคาเฟ่หรูหนึ่งแก้วสามารถซื้อข้าวมันไก่ร้านข้างถนนได้ถึง 3-5 จานด้วยกัน แต่กาแฟไม่เป็นแต่เพียงโอกาสของคนในเมืองเท่านั้น ยังเป็นโอกาสของคนชนบทบนที่สูงที่ห่างไกล แต่มีสภาพพื้นที่ที่และอากาศที่เหมาะสมที่จะผลิตกาแฟอราบิก้าซึ่งเป็นกาแฟพรีเมียมได้

ในปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเมล็ดกาแฟประมาณ 8 หมื่นตันต่อปี ซึ่งในขณะนี้เราผลิตได้เพียง 2 หมื่นตันต่อปี โอกาสทางตลาดภายในประเทศก็ยังมีอยู่มาก และหากคิดไปว่าคนจีนจำนวนพันกว่าล้านคนซึ่งในอนาคตคนรุ่นใหม่คนจีนจะเปลี่ยนจากการบริโภคชามาเป็นกาแฟบ้างก็ยิ่งจะทำให้ความต้องการดื่มกาแฟนั้นมีสูงขึ้นอีก

กาแฟที่ไทยผลิตได้มีอยู่ 2 พันธุ์ด้วยกันคือ โรบัสต้า ซึ่งปลูกมากที่ภาคใต้และใช้ในการผลิตกาแฟสำเร็จรูป ส่วนกาแฟอราบิก้าเป็นกาแฟที่ปลูกมากในภาคเหนือตอนบนและได้ผลที่มีคุณภาพดีและใช้เป็นหลักในการผลิตกาแฟพรีเมียมที่เสิร์ฟกันในร้านกาแฟหรูในเมือง เนื่องจากกาแฟพันธุ์อราบิก้าปลูกในพื้นที่สูงของประเทศไทยที่มีสภาพอากาศเหมาะสม กาแฟพันธุ์นี้จึงเป็นทางเลือกและทางรอดสำคัญของเกษตรกรบนที่สูง ในปัจจุบันเกษตรกรขายกาแฟเป็นผลสดหรืออย่างมากก็ขายกาแฟกะลา ซึ่งจะได้รายได้ดีขึ้นกว่าการขายผลสด

คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า ในกาแฟหนึ่งแก้วที่ขายกันอยู่ในคาเฟ่หรูในเมืองนั้นเกษตรกรมีส่วนที่จะได้ผลตอบแทนจากการผลิตเมล็ดกาแฟคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่

ผลการศึกษาโครงการการพัฒนาธุรกิจชุมชนด้วยโซ่อุปทานการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนบนพื้นที่สูง ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ของทีม ม.แม่โจ้ นำโดย รศ.ดร.ศิริพร กีรติการกุล พบว่า ในกาแฟที่ขายในคาเฟ่หรู 1 แก้ว ราคา 100 บาท รายได้สุทธิที่จะตกถึงมือเกษตรกรประมาณ 4.50 บาท

เกษตรกรในที่สูงในจังหวัดน่านมีรายได้จากภาคเกษตรประมาณ 80,000-100,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน เกษตรกรในที่สูงในภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย มีที่ทำกินประมาณ 15-30 ไร่ พึ่งพิงน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นสำคัญ และส่วนใหญ่มีหนี้ ธ.ก.ส. สะสมประมาณ 100,000-200,000 บาทต่อครัวเรือน แล้วยังมีหนี้กองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งหนี้เหล่านี้ก็เป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ

การปรับการผลิตจากกาแฟผลสดไปเป็นกาแฟกะลาที่บ้านน้ำพัน จ.น่าน โดยการสนับสนุนของแผนงานคนไทย 4.0 และอาศัยงบยุทธศาสตร์จังหวัดน่านที่สนับสนุนอุปกรณ์การแปรรูป ทำให้ทีมแม่โจ้สามารถเข้าไปพัฒนาห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการปลูกจนเป็นผลสด และแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วสำเร็จรูปในลักษณะของ Drip coffee ภายใต้แบรนด์กาแฟบ้านป่า สามารถเพิ่มรายได้ให้หมู่บ้านที่ผลิตกาแฟที่บ้านน้ำพันจังหวัดน่านจาก 24 ล้านบาท เป็น 28 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ซึ่งจำนวนร้อยละที่เพิ่มนี้คิดจากห่วงโซ่การผลิตทั้งห้าห่วง ตั้งแต่กาแฟสดไปจนถึงผลิตภัณฑ์กาแฟ จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นถึง 34.28 บาทต่อ 1 กิโลกรัมของกาแฟสด

แต่ในสองห่วงโซ่สุดท้ายของการศึกษานี้ได้แก่ การแปรรูปกาแฟกะลาเป็นกาแฟคั่วและการแปรรูปกาแฟคั่วเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟบรรจุซองประเภทดริป ยังมีตลาดค่อนข้างแคบและอาศัยการขายออนไลน์ ดังนั้น จึงยังมีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าสูงกว่านี้ถ้าขยายตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูปแบบซองออกไปได้อีก

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า กาแฟสามารถเพิ่มรายได้เกษตรกรจากไม่ถึง 1 แสนบาทเป็น 2.5-3 แสนบาทต่อครัวเรือน เมื่อการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ให้ครบ 5 ห่วงจะเพิ่มมูลค่าให้กับครัวเรือนมากขึ้น การพัฒนาห่วงโซ่การผลิตจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้ายจะทำให้เกษตรกรสามารถได้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ และลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างผู้ผลิตต้นน้ำกับผู้ขายปลายน้ำ แต่ต้องอาศัยการทำการตลาดและการเข้าใจการตลาดของกาแฟอย่างชัดเจน

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการเกษตรของรัฐที่ทำอยู่สามารถทำได้ดีสำหรับพืชใหญ่ๆ เท่านั้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งตลาดได้แพร่กระจายไปทุกที่ แต่สำหรับพืชรองหรือพืชใหม่ เราไม่มีกลไกในการจัดการพืชใหม่หรือพืชที่ยังไม่มีตลาดในพื้นที่ เพราะว่าการทำงานของกระทรวงต่างๆ ทำงานเป็นแท่งๆ ไม่สามารถทำงานควบรวมการพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำไปจนถึงผู้บริโภคปลายน้ำ กระทรวงต้นน้ำเข้ามาสนับสนุนพันธุ์หรือการผลิตแล้วก็จากไปโดยไม่ได้ดูว่าผลผลิตที่ได้นั้นตอบสนองตลาดปลายทาง ซึ่งมีหลากหลายเกรดได้อย่างไร ส่วนกระทรวงที่ส่งเสริมการขายนั้นก็ปักหลักอยู่ในเมืองหรือปักหลักอยู่ที่ตลาด และเข้าไม่ถึงวิสาหกิจชุมชน ซึ่งพยายามกระเสือกกระสนที่จะนำสินค้าออกไปสู่ตลาดปลายทางได้ ยิ่งในอนาคตเกษตรกรรายย่อยจะต้องเข้าไปผลิตสินค้าที่เป็นตลาดเฉพาะ (Niche market) ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า ตลาดเกษตรแบบมีสีสัน คือมีความเฉพาะตัวของสินค้ามีคุณภาพที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคบางประเภท เช่น กาแฟเกรดพรีเมียม หรือเกษตรอินทรีย์

คำถามก็คือว่าใครจะเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้เพื่อให้เกษตรกรไปต่อได้ บุคลากรจากมหาวิทยาลัยก็เป็นคำตอบหนึ่ง แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วงานวิจัยไม่ได้มีระบบและงบประมาณให้เข้าไปพัฒนาต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งหลังจากงานวิจัยเสร็จสิ้นลง และต้องปรับปรุงการให้ทุนในข้อนี้ 

อีกทางออกหนึ่งก็คือการใช้พลังของตลาด เช่น อีคอมเมิร์ซ เป็นตลาดที่ทำให้เกษตรกรสามารถขายตรงได้ แต่ตลาดอีคอมเมิร์ซหรือแม้แต่การขายตรงในโซเชียลมีเดีย ก็ต้องมีการฝึกอบรมเกษตรกรหรือกลุ่มชมรมวิสาหกิจชุมชนให้มีความสามารถนำสินค้าสู่ตลาดได้

ข้อสังเกตประการสุดท้ายก็คือการขายผลิตภัณฑ์กาแฟแบบขายตรงในตลาดอีคอมเมิร์ซให้กับผู้บริโภค หรือขายผ่าน Facebook ได้ แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เกษตรอีกมากมาย ซึ่งชาวบ้านและผู้รวบรวมในท้องถิ่นสามารถที่จะได้ข้อมูลและเข้าถึงผู้ผลิตมากขึ้น การพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซระดับเกษตรกรกับผู้รวบรวมสินค้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและหากศึกษาโอกาสความเป็นไปได้

เราอาจจะมีโอกาสได้เกษตรกรที่สูง 4.0 ที่ลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

Tags: newsข่าวจังหวัดน่าน
Previous Post

'ชลน่าน' พร้อมยื่นซักฟอก ประชุมสภา 22 พ.ค. เชื่อรัฐบาลไม่ได้รับไว้วางใจบริหารงบ 66 – ข่าวสด

Next Post

รวบหนุ่มใหญ่เมืองลับแลพร้อมยาบ้า 2,000 เม็ด – Chiang Mai News

น่าน

น่าน

แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง

Next Post
รวบหนุ่มใหญ่เมืองลับแลพร้อมยาบ้า-2,000-เม็ด-–-chiang-mai-news

รวบหนุ่มใหญ่เมืองลับแลพร้อมยาบ้า 2,000 เม็ด - Chiang Mai News

บทความ แนะนำ

เปิดคลังภูมิปัญญาสล่า“พุทธศิลป์วัดแสงดาว”ศูนย์เรียนรู้เชิงช่างพื้นถิ่นภูเพียงสู่พื้นที่สร้างสรรค์น่าน

“หมอชลน่าน”ยันร่าง MOU พรรคก้าวไกล ไม่มีเงื่อนไข ม.112-“เพื่อไทย”ไม่เอานิรโทษกรรม

คนอุบลฯ โวยมีชื่อเลือกตั้งนอกเขตไกลจากอีสานโผล่ทั้งภาคเหนือและภาคใต้

‘น่านบันดาลใจ’จริง!อพท.นำเครือข่ายยกระดับหัตถกรรม-ศิลปะพื้นบ้านน่าน ปั้นเมืองสร้างสรรค์ชงยูเนสโกปีนี้

“น่าน” ผนึกเครือข่าย เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ “กำแพงเมืองเก่า-คูเมืองน่าน”ต่อเนื่อง เชื่อมประวัติศาสตร์กับวิถีคนน่าน บันดาลไอเดียหนุนเศรษฐกิจและท่องเที่ยวยั่งยืน

‘เพื่อไทย”จ่อเปิดเวทีใหญ่บางระกำซ้ำ 30 เมษาฯนี้ ‘สมศักดิ์’ลั่น พท.แลนด์สไลด์ สร้างงานทันควัน-เงินดิจิทัลแก้เศรษฐกิจฉับพลัน

“ธรรมนัส” ลั่น! 8 จว.ภาคเหนือ “พลังประชารัฐ” ได้เก้าอี้ ส.ส.ทุกจังหวัดแน่

“เศรษฐา” ควง “โอ๊ค” ลงพื้นที่แม่กลอง ขอพรหลวงบ้านแหลม พร้อมช่วยลูกพรรคหาเสียง

“ชัยเกษม”แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย วูบ ต้องนำส่ง รพ.ระหว่างหาเสียงเมืองน่าน เตรียมส่งรักษา กทม.พรุ่งนี้

สุดเศร้า! อดีต ส.อบต.ร่วมทีมอาสาดับไฟป่า เจอลมแรงหัวไฟเปลี่ยนทิศโดนคลอกดับ

เชียงใหม่เผชิญวิกฤตฝุ่นควันต่อเนื่อง-ค่ามลพิษอากาศพุ่งยึดแน่นอันดับ 1 เมืองหลักอากาศเลวร้ายที่สุดโลก

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และมูลนิธิพุทธรักษา มอบวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกัน-ดับไฟป่า

หมวดบทความ

การก่อสร้าง การขนส่งทางรถไฟ รถไฟฟ้า การค้าวัสดุก่อสร้าง การติดตั้งไฟฟ้าสายหลัก การผลิต การบรรจุก๊าซ การผลิตน้ำแข็ง การผลิตเส้นไหม การผลิตและบรรจุยา การหล่อหลอม การกลึงโลหะ การหีบฝ้าย ปั่นนุ่น การเคลือบ ชุบ อาบขัดโลหะ การเลี้ยงสัตว์ กิจกรรม ข่าว ตรวจหวย ธุรกิจ น่าน บริษัท มูลนิธิ ร้านค้า ร้านอาหาร วิถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยว สถานศึกษา สพป.น่าน เขต 1 สพป.น่าน เขต 2 สพม.เขต 37 สมาคม หน่วยงานราชการ อบจ. อบต. เอสเอ็มอี โรงงาน โรงพยาบาล บริการสุขภาพ โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนศิลปะและกีฬา โรงเรียนสอนวิชาชีพ โรงเรียนสามัญ โอทอป

เกี่ยวกับเรา น่าน



เป็นศูนย์รวมในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในจังหวัด และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและ ให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิก อีกทั้งยังเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ต่าง ๆ อีกด้วย

Unable to open file!